คนๆเดียวทำประเทศฉิบหายได้


เช้าวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๑ ผมตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตีห้าโดยไม่ทราบสาเหตุ พยายามที่จะหลับต่ออีกสักพักก็ไม่หลับ ใจเอาแต่คิดถึงเรื่องราวความวุ่นวายที่เกิดขึ้นที่เมืองไทยอยู่ในขณะนี้ คิดถึงสิ่งที่ได้เห็น ได้อยู่ในเหตุการณ์มาในชีวิตถึงความล่มสลายของประเทศฟิลิปปินส์ เปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเมืองไทยอยู่ในขณะนี้ ตัดสินใจลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำ ห้องท่าจนเรียบร้อย ใจยังก็คิดอยู่ว่าเราจะช่วยเหลือประเทศชาติได้ทางไหนบ้าง? ในที่สุดก็คิดว่าคงจะขอเขียนสิ่งที่ได้เห็นมาในบล็อกนี้แหละ ผมไม่มีเจตนาจะเขียนด่าใคร แต่อยากจะเขียนประวัติศาสตร์ไว้ให้ท่านท่านได้อ่านกัน เรื่องนี้คงไม่สนุกเพราะมันมีแต่ความเศร้า สลดหดหู่ใจ ไม่มีรูปสวยๆประกอบเรื่องให้ท่านดู เพราะไม่เคยคิดว่าจะต้องมาเขียนเรื่องแบบนี้ แต่ถึงจะมีรูปก็จะเป็นรูปที่ไม่มีความสวยงามอะไรให้ดู ไม่มีอะไรที่จะทำให้ท่านรวยขึ้น แต่อาจจะมีเรื่องที่ทำให้ท่านไม่จนลง ผมอยากจะขอร้องให้ทุกท่านทนอ่านเรื่องนี้ ถึงแม้ว่ามันจะไม่สนุก ก่อนที่มันจะสายไป และบอกต่อๆกันให้เพื่อนฝูงเข้ามาอ่านกัน และช่วยกันคิดว่าเราจะช่วยกันป้องกันไม่ให้ประทศไทยเป็นอย่างประเทศฟิลิปปินส์ได้อย่างไรบ้าง???

ผมขอย้อนอดีตไปในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ เพื่อให้ท่านได้เห็นภาพเปรียบเทียบได้ชัดเจน ในสมัยนั้นถนนสีลมในประเทศไทย เพิ่งจะเริ่มถมคูสองข้างถนนเพื่อจะขยายถนนเป็นสี่เลนในปัจจุบัน สองข้างถนนยังไม่มีตึกสูงเกินสามชั้น โรงแรมระดับห้าดาวในกรุงเทพยังมีไม่ถึงสิบแห่ง มหาวิทยาลัยในประเทศไทยยังมีแค่ ๕ มหาวิทยาลัย โดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพิ่งจะเกิดโดยยังเรียนอยู่ในกรุงเทพเพราะตัวอาคารที่เชียงใหม่กำลังสร้าง ปีหนึ่งๆมหาวิทยาลัยในเมืองไทยทั้งหมดรับนักศึกษาได้แค่ประมาณหมื่นคน แต่มีนักเรียนที่จบชั้นมัธยมออกมาประมาณปีละแสนคน ในสมัยนั้นมีนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้สะสมอยู่หลายแสนคน มหาวิทยาลัยรามกำแหงก็ยังไม่เกิด นักเรียนส่วนหนึ่งก็ไปเรียนต่อต่างประเทศ มีทั้งอเมริกา อังกฤษ ฟิลิปปินส์ และอินเดีย ประเทศฟิลิปปินส์จะเป็นประเทศที่มีนักเรียนไทยไปกันมากที่สุด ทั้งนี้เพราะเป็นประเทศที่อยู่ใกล้ค่าใช้จ่ายถูก ตอนนั้นเงินฟิลิปปินส์ ๑ เปโซ เท่ากับ ๕.๓๕ บาท (ขอให้ท่านจำตัวเลขนี้ไว้ให้ดีๆ) และไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลาสิบๆปี อีกเหตุผลหนึ่งที่นักเรียนไทยไปกันมากก็คือ มหาวิทยาลัยที่นั้นมีมาตรฐานใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัยในอเมริกา จึงสะดวกที่จะไปเรียนต่อในระดับปริญญาโทและเอก

ประเทศฟิลิปปินส์ได้มีการวางมาตรฐานการศึกษามานานมาก ประเทศสเปน ได้เข้ามาสร้างมหาวิทยาลัยไว้ตั้งแต่สี่ร้อยกว่าปีก่อน ในปี ๒๕๐๖ ประเทศฟิลิปปินส์มีมหาวิทยาลัยเป็นร้อยๆมหาวิทยาลัย ประเทศก็เจริญรุ่งเรืองมาก ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นแบบลูกทุ่ง สมัยนั้นประเทศฟิลิปปินส์มีศูนย์การค้าทันสมัยหลายแห่ง มีบรรไดเลื่อนติดตั้งไม่รู้กิ่สิบแห่ง ในขณะที่เมืองไทยมีห้างไทยไดมารูเป็นแห่งแรกที่ติดตั้งบรรไดเลื่อนในปี ๒๕๐๘ ประเทศฟิลิปปินส์นั้นมีถนนที่เป็นย่านธุระกิจใหม่ที่ชื่อว่ามากาติเกิดขึ้นแล้ว ที่เต็มไปด้วยตึกสูงสิบๆชั้นลักษณะเดียวกันกับถนนสีลมในปัจจุบัน สมัยนั้นในแถบอาเซี่ยนฟิลิปปินส์เป็นรองแค่ฮ่องกงเท่านั้น

ที่ต้องเล่าประวัติศาสตร์มากหน่อยเพราะต้องการให้ท่านได้เห็นภาพชัดเจน โดยเฉพาะท่านที่เกิดหลัง พ.ศ. ๒๕๐๐ หลายท่านอาจจะจำภาพเหล่านี้ไม่ได้ และอีกหลายๆท่านเกิดไม่ทัน เอาละครับขอวกกลับไปที่ประเทศฟิลิปปินส์ตอนนั้น มีประธานาธิบดีชื่อมาคาปากัน ปกครองประเทศอยู่ ประธานาธิบดีท่านนี้ได้รับการเลือกตั้งเข้าหลายสมัย แต่มีการโจมตีท่านว่าท่านทุจริตการเลือกตั้ง และท่านโกงกินมาก ที่ฟิลิปปินส์การเมืองก็สกปรกมากๆ ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งก็จะมีการยิงกันตายเป็นว่าเล่น กลางคืนมีการขับรถผ่านหน้าบ้านคู่แข่ง แล้วกราดปืนกลขึ้นฟ้าเล่นๆเป็นการข่มขวัญคู่ต่อสู้ ส่วนท่านประธานาธิบดีมาคาปากัล ท่านก็พูดอยู่อย่างเดียวว่าท่านได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนอย่างประชาธิปไตย(ฟังดูคุ้นๆหูนะครับ) ตอนนั้นมีผู้สมัครแข่งขันประธานาธิบดีกับท่านชื่อ มาร์คอส ประชาชนชอบมากเพราะออกมาบอกว่าจะปราบการโกงบ้านโกงเมืองให้หมดไป

ประชาชนชอบท่านมากและออกเสียงเลือกท่านอย่างมากมายจนท่านชนะการเลือกตั้ง ท่านประธานาธิบดีคนใหม่ทำความเจริญให้บ้านเมืองอยู่สี่ปี พอท่านได้รับเลือกตั้งสมัยที่สองท่านก็ออกลาย เริ่มโกงกินบ้านเมือง เอาญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงเข้ามาดำรงค์ตำแหน่งสำคัญๆในรัฐบาล ร่วมมือกับนักธุระกิจทำธุระกิจโดยใช้อำนาจของตนเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทของตน ไอ้คำสัญญาที่ให้ไว้ก็โยนทิ้งไป เช่นเดียวกับนักการเมืองในประเทศไทย จนประชาชนเริ่มเอือมระอาออกมาประท้วงกันมากขึ้นๆ ท่านก็ออกมาประกาศกฎอัยการศึก อยู่ในอำนาจเสียยี่สิบกว่าปีโดยไม่มีการเลือกตั้ง กว่าประชาชนที่ทนไม่ไหวออกมาประท้วงและโค่นอำนาจท่านลงได้ ท่านก็โกงประเทศไปหลายพัน หลายหมื่นล้านดอลล่าร์ ไม่มีใครรู้ตัวเลขแน่นอนว่าท่านโกงชาติไปเท่าไรแน่นอน พอถูกโค่นอำนาจท่านก็เปิดก้นบินหนีไปอยู่ฮาวาย แล้วก็ไปตายอยู่ที่นั้น ไม่แน่ใจว่าศพของท่านได้รับอนุญาติให้นำกลับมาฝังในประเทศฟิลิปปินส์หรือไม่ ตอนที่ประชาชนบุกเข้ายึดทำเนียบประธานาธิบดีนั้น ได้พบทรัพย์สินมีค่ามากมายที่ท่านใช้เงินของประเทศซื้อหาไว้บำเรอความสุข เอาแค่รองเท้าของภรรยาท่านประธานาธิบดีนั้นมีถึง ๔๐๐ คู่ และหลายสิบคู่ราคาป็นแสนเพราะมันประดับด้วยเพชรแท้ๆ เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำแบบสุดๆ ประเทศที่เคยรุ่งเรืองถึงกับทรุดลงกองกับดิน ธุระกิจเจ๋งย่อยยับ ร้านรวงขนาดสองสามคูหาตายสนิทเกือบทั่วกรุงมานิลา ร้านที่ปิดตายถูกงัดรื้อเอาของทุกอย่างที่จะขายเป็นเงินได้ไปหมด โรงหนังชั้นหนึ่งระดับเมเจอร์ ไอ-แม็คที่เคยรุ่งเรื่องหลายสิบโรงเจ๋ง หน้าโรงหนังที่เคยโอ่โถงตอนนี้มีแค่สังกะสีพุๆตอกกั้นไว้ บ้านเมืองมีแต่ขโมย ไม่มีความปลอดภัยใดๆเหลืออยู่ มองไปทางไหนมีแต่ทรากของความเจริญ ไม่มีความสวยงามใดๆเหลือ ให้ชื่นใจ ไม่น่าเชื่อว่าคนเลวๆเพียงคนเดียวจะทำประเทศชาติให้ฉิบหายได้ปานนั้นภายในเวลายี่สิบกว่าปี

ในสมัยปี ๒๕๐๖-๒๕๑๑นั้น มีเครื่องบินๆตรงจากกรุงเทพไปกรุงมนิลาวันละ๒-๓เทียวทุกวัน ในปัจจุบันมีเพียงสายการบินไทยบินเข้ามนิลาสัปดาห์ละสองเที่ยวเท่านั้น นักท่องเที่ยวหายหมดเพราะไม่มีความปลอดภัยใดๆ นักท่องเที่ยวถูกจับตัวไปเรียกค่าไถ่อยู่เนืองๆ เศรษฐกิจของประเทศพังยับเยิน ธนาคารปิดกิจการไปมากมาย เงินเปโซที่มีค่าแข็งมานับสิบๆปีตกลงเหลือแค่ ๑เปโซเท่ากับ๐.๘๐-๐.๙๐ บาท รัฐบาลยุคหลังๆพยายามสร้างรถไฟฟ้าแบบ บีทีเอส ของกรุงเทพ แต่เป็นรถที่ไม่มีระบบปรับอากาศ มีแต่ความร้อน เพราะมีเงินไม่พอที่จะลงทุน

ประชาชนไม่มีงานทำ ตกงานไปทั่วประเทศ ยังโชคดีอยู่หน่อยที่ระบบการศึกษาที่เคยแข็งแรงได้สร้างคนที่มีการศึกษาสูงไว้จำนวนมาก ประชาชนพวกนี้ก็เดินทางออกไปทำงานต่างประเทศมากมาย โดยเฉพาะ ในประเทศอเมริกาและแคนนาดา สองประเทศนี้มีคนฟิลิปปินส์ที่เป็น หมอ พยาบาล วิศวกรและนักบัญชีอยู่หลายล้านคน ส่วนพวกที่การศึกษาน้อยลงมาแต่มีความสามารถทางดนตรีก็ออกไปเล่นดนตรีตามประเทศต่างๆทั่วโลก แทบจะไม่มีประเทศไหนที่ไม่มีนักดนตรีชาวฟิลิปปินส์ พวกที่ไม่มีความสามารถทางทางดนตรีก็ออกไปทำงานขายแรงงาน ผู้ชายก็ไปเป็นกรรมกร ผู้หญิงก็ไปเป็นพนักงานขายของ พนักงานบริการตามร้านอาหาร พนักงานทำความสะอาดตามโรงแรม ผู้ช่วยแม่บ้าน ฯลฯ เท่าที่ผมได้เคยเดินทางไปหลายสิบประเทศทั่วโลก มีเพียงประเทศอินเดียเท่านั้นที่ผมไม่เคยเจอคนฟิลิปปินส์ คนฟิลิปปินส์ออกไปทำงานต่างประเทศจนในประเทศมีแต่คนแก่กับเด็กเหลืออยู่กับทรากของความเจริญ พวกที่ออกไปทำงานต่างประเทศก็จะส่งเงินทองกลับมาให้ญาติพี่น้องใช้บ้าง จนถือว่าเป็นฮีโร่ของประเทศ ขนาดที่สนามบินมีป้ายถาวรขนาดใหญ่ติดไว้ว่า “ขอต้อนรับ ชาวฟิลิปปินส์ที่ไปทำงานต่างประเทศกลับสู่บ้านเกิด” และเปิดช่องตรวจหนังสือเดินทางช่องพิเศษสำหรับผู้ไปขายแรงงานโดยเฉพาะ

ทีนี้หันมาดูเมืองไทยบ้าง ในช่วงที่ฟองสบู่บ้านเราแตกในช่วงปี ๒๕๓๙ – ๒๕๔๐ เศรษฐกิจของเราเริ่มเซซวน ตึกสูงหลายสิบแห่งในกรุงเทพที่ยังสร้างไม่เสร็จสร้างต่อไม่ไหว ต้องถูกทิ้งร้างกลายเป็นขยะลอยฟ้าประดับกรุงเทพฯ โดยเฉพาะโครงการณ์โฮพแวลที่ถูกทิ้งล้างไปทั่วกรุงเทพ ที่มีข่าวว่านักการเมืองคนหนึ่งรับเงินไปเยอะมากจากโครงการณ์นี้ แต่ท่านก็ไม่ได้ใช้เงินก้อนนั้นไปเท่าไร เพราะท่านยมพระบาลส่งโรคเอดส์มาเอาชีวิตของนักการเมืองท่านนั้นไปลงนรกเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่อายุยังไม่ถึงห้าสิบปี

จากนั้นเศรษฐกิจบ้านเราก็ล้มบ้างลุกบ้าง ตามแต่รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศ ในช่วงหลังก็มีนักการเมืองคนหนึ่งได้รับเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศทำให้ประเทศไทยเจริญอยู่สามสี่ปี พอเลือกตั้งสมัยที่สอง นักการเมืองคนนี้ก็ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาอีก ด้วยการซื้อเสียงที่ผมกล้าพูดอย่างเปิดเผยเพราะศาลมีคำพิพากษาลงโทษยุบพรรคไปแล้ว และลงมือโกงประเทศอย่างหน้าด้าน ขนเอาญาติ พี่น้องเพื่อนฝูงเข้ามาบริหารประเทศเพื่อคุมกำลังอำนาจให้มากที่สุด จนกระทั่งทหารที่เลิกปฎิวัติไปแล้วหลายสิบปี ต้องหันกลับมาปฎิวัติไล่นักการเมืองคนนั้นออกไป หลังจากเข้ามาบริหารประเทศในสมัยที่สองประมาณหนึ่งปี

หลังจากถูกปฎิวัติลงจากอำนาจ รัฐบาลทหารได้พบหลักฐานการทุจริตต่างๆมากมายและได้มีการฟ้องร้องในศาลอยู่หลายคดี แต่ที่มีการตัดสินแล้วหนึ่งคดีคือภรรยานักการเมืองคนนั้นโกงภาษีเงินได้ ๕๐๐ กว่าล้านบาท ศาลตัดสินให้จำคุก ๒ ปี ปรากฏว่าทั้งผัวเมียพากันหนีไปอยู่ต่างประเทศ

ที่ผมลำดับเหตุการณ์ในประเทศฟิลิปปินส์ในอดีตตั้งแต่สี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา กับลำดับเหตุการณ์ในประเทศไทยในปัจจุบัน จะเห็นว่ามีขั้นตอนคล้ายคลึงกันมาก ผมอยากจะให้ประชาชนคนไทยได้ตื่นตัวลุกขึ้นมาคิดป้องกันปัญหาประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ป้องกันปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในประเทศฟิลิปปินส์ไม่ให้เกิดขึ้นกับประเทศไทยของเรา ทั้งนี้เพราะนักการเมืองคนนั้นยังมีพรรคพวกและอิทธิพลอยู่ในเมืองไทยอีกมาก พรรคการเมืองเก่าถูกยุบไปก็ตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมา เป็นนายทุนสนับสนุนนักการเมืองที่เป็นพรรคพวกของตนให้เข้ามาบริหารประเทศที่ทำความยุ่งยากอยู่ในขณะนี้ สร้างความวุ่นวายให้กับบ้านเมือง ประชาชนที่รู้ทันเกมส์ออกมาประท้วงไล่ออก ก็อ้างว่าประชาชนส่วนให่ญเลือกตนเข้ามาแบบประชาธิปไตย แต้ที่จริงแล้วก็เข้ามาจากการซื้อเสียงอีกเช่นเดิม ที่มีหลักฐานชัดเจนคือการเลือกตั้งที่จังหวัดเชียงราย จนศาลตัดสินออกมาชัดเจนและกำลังจะมีการตัดสินให้ยุบพรรคที่ตั้งขึ้นมาใหม่ ตลอดจนตัดสิทธิ์กรรมการพรรคไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง

ท่านเห็นไม๊ครับว่าคนๆเดียวสามารถทำให้ประเทศไทยวุ่นวายได้ขนาดไหน? ตัวอย่างจากเรื่องจริงในประเทศฟิลิปปินส์ที่ประธานาธิบดีชั่วๆคนเดียวทำประเทศฉิบหายได้ ทำให้คน้ป็นสิบๆล้านต้องอพยพออกจากประเทศ คนอีกหลายสิบล้านต้องยากจน ในเมืองไทยยังไม่เกิดเหตุการณ์นั้น แต่ถ้าเราทุกคนไม่ลุกขึ้นมาช่วยกันคิดช่วยกันแก้ปัญหา ปล่อยให้คนคนเดียวสร้างปัญหาให้ประเทศมากเข้ามากเข้าทุกวัน โดยคิดว่าเราไม่มีหน้าที่ ปล่อยให้คนกลุ่มเดียวต่อสู้ไม่ได้แล้วครับ เรื่องมันใหญ่ขึ้นทุกวันๆ

ทีนี้ท่านอาจจะถามว่าเราจะช่วยกันได้อย่างไร? ผมได้คิดวิธีที่เราจะช่วยกันคนละไม้ละมือสำหรับท่านที่ไม่สะดวกที่จะออก ไปประท้วงตามสถานที่ต่างๆ ดังนี้

๑) บอกกันต่อๆ หรือจะก็อปปี้เรื่องที่ผมเขียนนี้ส่งต่อๆๆๆกันให้มากที่สุด

๒) ขอให้ท่านที่ทำงานในบริษัทฯต่างๆที่นักการเมืองคนนั้น หรือที่เครือญาติมีหุ้นส่วนอยู่หางานที่อื่นทำ ท่านที่ยังไม่ได้ทำงานที่นั้นก็อย่าเข้าไปทำ เพราะธุระกิจพวกนั้นกำลังจะเจ๊ง ท่านอ่านต่อไปแล้วท่านจะเห็นเองว่ามันจะเจ๊งอย่างไร

๓) ขอให้พวกเราคนไทยผู้รักชาติทุกคน เลิกซื้อของ เลิกใช้บริการของกลุ่มธุระกิจที่นักการเมืองพวกนี้มีหุ้นอยู่ เช่น ธุระกิจผ้าไหมที่ใช้นามสกุลเป็นชื่อร้าน บริการโทรศัพท์มือถือ เลิกเข้าไปซื้อสินค้าในอาคารที่ใช้นามสกุลนี้เป็นชื่ออาคาร ฯลฯ เป็นต้น ยังมีคนอื่นๆที่ขายสินค้าและให้บริการเราได้

๔) ให้แสดงความรังเกียจ เลิกคบหา ไม่ต้อนรับ ลูก เมีย ญาติพี่น้อง ของนักการเมืองพวกนี้ โดยเฉพาะพวกที่ใช้นามสกุลเดียวกัน  กลุ่มคนที่ควรเลิกคบมากที่สุดขณะนี้คือพวกที่นามสกุลเดียวกับคนที่หน้าเหมือนหมู ปากเลวเหมือนหมา และคนที่ปากห้อย คนไทยเรามักจะบอกว่า  ลูกเต้าเค้าไม่เกี่ยว แต่เดียวนี้ไม่ใช้แล้วครับมันเกี่ยวกันหมด

๕) ถ้าท่านคิดวิธีประท้วงแบบสันติอื่นๆได้อีกขอให้ช่วยเพิ่มเติมและบอกต่อๆกันด้วย

ตอนนี้พวกเราต้องช่วยกันทุกรูปแบบที่จะทำให้ธุระกิจของตระกูลพวกเลวๆต้องเจ๊งไป มันจะได้ไม่มีเงินมาสร้างความฉิบหายให้บ้านเมือง ญาติพี่น้องของมันจะได้เดือดร้อน ตัวมันจะได้รับรู้ของความเดือดร้อนของประชาชนทั้งประเทศ มิฉะนั้นจะเป็นว่าเราเอาเงินของเราส่งให้มันมาฆ่าตัวเราเอง

เราต้องรีบลงมือทำโดยเร็วที่สุด มิฉะนั้นเมื่อเศรษฐกิจประเทศไทยจะย่อยยับลง เงินบาทมีค่าเหลือเพียงนิดเดียว เท่ากับคนไทยทั้งหมดจะจนลง พวกนักการเมืองเหล่านี้ก็เปิดก้นบินหนีไปอยู่ประเทศอื่น ปล่อยให้ประชาชนต้องยากจนอยู่กับทรากปลักหักพังของประเทศต่อไป ดังเช่นตัวอย่างในประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศอาเย็นติน่า ที่เกิดขึ้นแล้ว

ตื่นเถิดคนไทย ลุกขึ้นมาต่อสู้ เพื่อตัวเราเอง เพื่อประเทศชาติของเรา เพื่อพี่น้องคนไทยอีกมากที่ขาดโอกาศที่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ดังเช่นบรรพบุรุษของเราที่ได้ต่อสู้เพื่อประเทศชาติมาแล้ว

27 กุมภาพันธ์ 2553

เมื่อคืนนี้คนไทยหลายๆท่าน คงจะได้ฟังคำพิพากษาในกรณียึดทรัพย์อดีตนายกทักษิณกันแล้ว ผมจะไม่พูดถึงว่าการตัดสินยึดทรัพย์นั้นสมควรหรือไม่? จำนวนเงินที่ยึดนั้นมากไปหรือน้อยไป? แต่ที่ผมอยากจะยกประเด็นมาให้คนไทยทั้งประเทศช่วยกันพิจารณาและนำไปวิเคราะห์ว่าเราจะทำยังไงกันต่อไปกับอดีตนายกที่ขี้โกงอย่างมากมายและหน้าด้านที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย

ต่อไปนี้คือคำพิพากษาของผู้พิพากษา เก้าคนที่ได้สอบสวนทวนความและตรวจหลักฐานอย่างดีแล้ว เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องจริงไม่ใช่ความเห็นของผมหรือของใครคนใดคนหนึ่งที่จะพูดเรื่องขาวให้เป็นดำ หรือดำให้เป็นขาวตามอารมณ์

1) ทักษิณโกหกประชาชน ใช้เล่ห์เหลี่ยมทุกอย่างในการซุกหุ้น ตั้งใจทำผิดกฎหมายอย่างยอกย้อน เพื่อไม่ให้ถูกจับได้ หลอกลวงประชาชนทั้งประเทศ เตรียมการหาผลประโยชน์ไว้ล่วงหน้า

ท่านเป็นคนไทยเป็นเจ้าของประเทศ ท่านจะยอมให้นักการเมืองที่ศาลตัดสินว่าขี้โกงทำผิดกฎหมายมากอบโกยผลประโยชน์จากท่าน และสร้างปัํญหาให้กับประเทศไทยต่อไปหรือ?

2) ศาลตัดสินว่า ท้กษิณมีการใช้อำนาจหน้าที่ระหว่างที่ดำรงค์ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแก้ไขกฎหมายสัมปทาน กฎกระทรวง มติคณะรัฐมนตรี สั่งการให้รัฐมนตรีของพรรคที่ดำรงค์ตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงไอ ซี ที (นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี) แก้ไขสัญญาสัมปทานของบริษัท เอ ไอ เอส หลายครั้งเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท และทำให้ประเทศสูญเสียรายได้มากมาย

ท่านเห็นไม๊ครับว่านี่คือนักการเมืองที่คดโกงประเทศเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวและครอบครัว ทำไมเค้าจึงมีเงินเป็นแสนล้านบาท

3) ศาลตัดสินว่า ทักษิณผิดจริงที่สั่งการให้ธนาคารส่งออกและนำเข้า ปล่อยเงินกู้ให้รัฐบาลพม่าจำนวน  4000 ล้านบาท และลดดอกเบี้ยเงินกู้จาก 5.+%  เหลือเพียง3%

ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนทางการเงินของธนาคาร จนทำให้ธนาคารขาดทุนจากการปล่อยกู้ ถึงกว่าร้อยล้านบาทต่อปี และยังสั่งการให้กระทรวงการคลังเอาเงินงบประมาณของชาติมาชดเชยให้ธนาคาร

ที่เลวหาที่เรียบไม่ได้ คือเพื่อให้พม่าเอาเงินกู้นี้มาซื้อบริการโทรคมนาคมจากบริษัท เอ ไอ เอส ของตนเอง

ท่านในฐานะประชาชนชาวไทยคิดว่าท่านได้รับความยุติธรรมหรือไม่ ที่ท่านถูกดูดเอาเงินภาษีอากรของท่าน เข้าไปเสริมความร่ำรวยของสุดยอดมนุษย์ขึ้โกงและเลวยิ่งกว่า

สัตว์เลี้ยงในบ้านของท่านที่จะไม่มีวันแว้งกัดท่าน   ถามว่าท่านจะไปตามหาความยุติธรรมได้ที่ไหน? ท่านจะไปฟ้องศาลโลกขอความยุติธรรมได้ไม๊? ท่านจะไปตามหาความยุติธรรมทั้งในนรกและสววรค์อย่างที่ไอ้คนขี้โกงมันบอกว่ามันจะไปตามหา

ที่ผมนำความผิด ความขี้โกงแค่สามประเด็นของมนุษย์ลวงโลกมาพูดนี้ไม่ใช่เพื่อด่าประจานเท่านั้น แต่กำลังจะนำเสนอและชักชวนให้ประชาชนชาวไทยลุกขึ้นมาทวงสิทธิของท่าน ทวงสิทธิที่ท่านถูกโกงไป แทนที่จะรอให้รัฐบาลหรือมือกฎหมายมาทำหน้าที่อย่างเดียว ท่านสามารถทำได้โดยสันติวิธี โดยวิธีที่เจริญแล้วอย่างเช่นคนญี่ปุ่น คนเกาหลีเค้าทำกันมานานแล้ว

ท่านเป็นแต่เพียงไม่อุดหนุน ไม่ทำธุรกิจธุรกรรมกับคนขี้โกง ไม่คบหาสมาคมกับคนในตระกูลขี้โกง ถ้าประชาชนไม่ใช่โทรศัพท์ของเอ ไอ เอส ไม่ซื้อบ้านจากบริษัท เอส ซี เอส แ็ซ็ต ไม่ซื้อผ้าไหมจากบริษัทชินวัตร    ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเอกสิทธิของท่านทั้งสิ้น นักธุรกิจไม่เช่าพื้นที่ในอาคารชินวัตรทุกตึก นักเรียนนักศึกษาไม่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชินวัตร ท่านที่ทำงานอยู่กับบริษัทของตระกูลคนขี้โกง ก็ค่อยๆขยับขยายหางานใหม่ เพราะมันโกงประเทศชาติได้ ท่านจะแน่ใจอย่างไรว่าวันหนึ่งมันจะไม่โกงท่าน

นี่เป็นวิธีที่พวกเราจะช่วยกันสอนบทเรียนให้กับคนขี้โกงชาติ ขี้โกงประชาชน ให้เห็นว่าถ้าประชาชนรุกขึ้นแสดงพลังแล้วมันจะรู้สึก ที่สำคัญขอให่ประชาชนที่ถูกมันคดโกงไปพร้อมใจกันต่อสู้ด้วยสัติวิธีก็แล้วกัน

https://travelandgetrich.wordpress.com/wp-admin/index.php?page=friend-surfer

4 responses to “คนๆเดียวทำประเทศฉิบหายได้

  1. เห้นด้วยครับ………จรรยา

  2. สวัสดีครับคุณจรรยา,
    ขอบคุณมากที่ร่วมแสดงความเห็น พอดีผมเพิ่งได้รับข้อมูลมาจากพรรคพวกเรื่องคำทำนายของท่าน ฤาษีลิงดำมาเมื่อสองสามวันนี้ ท่านทำนายเรื่องบ้านเมืองไว้หลายเรื่อง มีหลายเรื่องที่ได้เกิดขึ้นแล้วตามคำทำนาย โดยเฉพาะเรื่องความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ แต่ที่ท่านได้ทำนายไว้ว่าต่อจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในขณะนี้แล้ว ประเทศไทยจะได้นายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้หญิง แล้วต่อจากนั้นประเทศไทยจะมีความสงบ และเจริญรุ่งเรืองไปอีกนาน ผมอ่านแล้วมีความสบายใจขึ้นเยอะเลย
    พอตกดึกคืนวันนั้น ขณะที่กำลังจะหลับ เกิดฝันเห็นเทวดาองค์หนึ่ง ทรงราชรถคันใหญ่มีแสงสว่างรัศมีเรืองรอง วิ่งมาจากบนฟ้าทางทิศตะวันออก จากนั้นก็มาหยุดลงตรงสนามหลวง ต่อมามีนางฟ้าองค์หนึ่งในเครื่องทรงแบบเทวดา ลงมาจากราชรถคันนั้นแล้วเดินเข้าไปในบริเวณพระบรม มหาราชวัง จากนั้นสักพักนางฟ้าองค์นั้นเปลี่ยนจากเครื่องทรงชุดเทวดามาอยู่ในเครื่องทรงแบบคนธรรมดาแล้วนั่งรถเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล
    ผมตกใจตื่นขึ้นด้วยความดีใจ แต่ตีความฝันไม่ออกว่าจะหมายความว่าอย่างไร

  3. หลังจากผมเล่าเรื่องความฝันไปแล้ว มีคนอยากทราบคำทำนายของหลวงพ่อฤาษีลิงดำทั้งหมด ผมเลยนำมาลงไว้ดังนี้ซ

    เอาคำทำนายของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำเมื่อ สามสิบสามปีที่แล้วมาฝาก

    เมื่อถึงปลายรัชกาลผ่านเข้ามา
    ประเทศชาติจะรุ่งเรืองและเฟื่องฟุ้ง
    น้ำมันผุดขึ้นมาจนเห็นค่า
    พวกกาขาวจะบินรี้หนีเข้ามา
    เป็นประชาจนเต็มพระนคร

    ชนทั่วโลกจะยกพระองค์ท่าน
    ชื่อกระฉ่อนร่อนทั่วทุกสิงขร
    ออกพระนามลือชื่อดั่งทินกร
    องค์อมรเอกบุรุษแห่งแผ่นดิน

    ชาวประชาจะปิติยิ้มสดใส
    แต่อกไหม้หนอนกินข้างในสิ้น
    จะมีพวกกาฝากคอยกัดกิน
    เพื่อให้ได้สิ่งถวิลสมจินตนา

    จะมีการต่อตีกันกลางเมือง
    ขุนนางเขื่องกังฉินกินทั่วหล้า
    คอรัปชั่นจะกัดกร่อนทั้งพารา
    ประดุจปลวกกินฝานั้นปะไร

    ข้าราชการตงฉินถูกประณาม
    สามคนหามสี่คนแห่มาลากไส้
    เกิดวิกฤติผิดเพี้ยนโดยทั่วไป
    โกลาหลหม่นไหม้ไร้ความดี

    ประชาชีจะสับสนเรื่องดีชั่ว
    ถ้วนทุกทั่วจะหมุดขุดรูหนี
    ไม่แน่ใจสิ่งที่ทำนำความดี
    เกรงเป็นผีตายตกไปตามกัน

    พุทธศาสน์จะถูกรุกและล้ำ
    มิตรเคยค้ำเป็นศัตรูมุ่งอาสัญ
    เกิดวิกฤติธรรมชาติอุบาทว์ครัน
    พายุลั่นน้ำถล่มดินทลาย

    แผ่นดินแยกแตกเป็นสองปกครองยาก
    เกิดวิบากทุกข์เข็ญระส่ำระสาย
    เกิดการปราบจลาจลชนล้มตาย
    เลือดเป็นสายน้ำตานองสองแผ่นดิน

    ข้าเป็นนายนายเป็นข้าน่าสมเพช
    ผู้มีบุญมีเดชจะสูญสิ้น
    ทั้งพฤฒาอาจารย์ลือระบิล
    จะร่วงรินดุจใบไม้ต้องสายลม

    ความระทมจะถมทับนับเทวศ
    ดั่งดวงเนตรมืดบอดสุดขื่นขม
    คนที่ดีจะก้มหน้าสุดระทม
    ส่วนคนชั่วหัวร่อร่าทำท่าดัง

    จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว
    ควงคฑามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง
    ผู้ปกครองจะเป็นหญิงพึงระวัง
    สายน้ำหลั่งกรากวหวาดเสียวใจ
    ศิวิไลซ์จะบังเกิดในสยาม
    หลังฝนคร้ามลั่นครืนจะยืนได้
    จะเข้าสู่ยุคมหาชนพาไป
    เปลี่ยนเมืองใหม่ศักราชแห่งประชา
    คนชั่วจะถูกปราบราบคาบสิ้น
    แผ่นดินเดือดสูญหายไร้ปัญหา
    ประเทศชาติผ่านวิกฤติด้วยศรัทธา
    ยามเมื่อฟ้าศรีทองผ่องอำไพ.

  4. สวัสดีทุกท่าน,
    วันนี้เป็นครั้งที่สองที่ผมต้องกลับมาพูดเรื่องการเมืองอีก เห็นไม๊ครับ? ผมบอกแล้วว่าคนๆเดียวทำบ้านเมืองฉิบหายได้ ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว ตอนนี้เห็นธาตุแท้ของมันหรือยัง? เงื่อนไขที่มันออกมาเรียกร้องนั้นเพื่อตัวมันทั้งนั้น มันให้เพิกถอนการอายัดทรัพย์ มันให้เพิกถอนการพิพากษาให้มันเป็นนักโทษชายกลายเป็นแค่ผู้ลี้ภัยทางการเมือง เห็นธาตุแท้ของมันหรือยัง?
    แล้วทำไมยังมีคนเชื่อมันอยู่ ทำไมคนยังไปยอมตายแทนมัน ทำไมถึงเชื่อมันสร้างความเดือดร้อนให้กับพ่อแม่พี่น้องของท่าน พ่อแม่พี่น้องของเพี่อนท่าน ทำไมไม่เชื่อพ่อแม่ตัวเอง ทำไมเอาร่างของท่านไปหนุนเก้าอี้ของมันอยู่ได้? ขอให้ท่านใช้สติปัญญาหน่อยนะครับ ท่านอยากเป็นอย่างประเทศฟิลิปปินส์หรีอ?

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s