Volcano


Volcano

พาเที่ยภูเขาไฟ

        ไหนๆผมก็มาอยู่บาหลีที่จัดว่าเป็นเมืองภูเขาไฟ ที่ตั้งอยู่บน ”ริงค์ ออ๊ฟไฟร์” หรือวงแหวนแห่งไฟ (ไม่รู้คนมาอยู่ทำไม) ที่มีภูเขาไฟเต็มไปหมดทั้งที่ระเบิดไปแล้วจนดับแล้ว และที่ระเบิดไปแล้วแต่ยังไม่ดับ พร้อมที่จะระเบิดขึ้นมาใหม่อีกในวันร้ายคืนร้าย และที่ยังไม่เคยระเบิดเลยก็คงมีอีกไม่รู้กี่ลูก ก็เลยจะต้องพาท่านไปเที่ยวภูเขาไฟให้เห็นกันจะๆไปเลย เพราะเมืองไทยเราก็ไม่มีให้เที่ยว ซึ่งก็เป็นการดีแล้วที่บ้านเราไม่มี วันนี้ผมก็เลยจะพาท่านไปเที่ยวภูเขาไฟกัน เดี๋ยวจะว่าไม่ถึงเมืองบาหลี เคยเล่าให้ท่านฟังกันมาแล้วตั้งแต่ตอนต้นๆว่า เกาะบาหลีนั้นดั้งเดิมเกิดมาจากถูเขาไฟ (ไม่รู้ว่าเมื่อกี่ร้อยล้านปีมาแล้ว) แต่ส่วนใหญ่นั้นมองไม่เห็นร่องรอยของภูเขาไฟเหลืออยู่แล้ว ยกเว้นแต่ทางส่วนตะว้นออกเฉียงเหนือของเกาะเท่านั้นที่มีภูเขาไฟอยู่สองสามลูกที่ดับบ้างไม่ดับบ้าง ถ้าย้อนกลับไปดูรูปร่างของเกาะที่ผมเปรียบเทียบว่ามีรูปร่างเหมือนกับนกกระทายืนหันข้างหันหัวไปทางทิศตะวันตก (มหาสมุทรอินเดีย)และปั้นท้ายหันมาทางสิงค์โปร์ กลุ่มภูเขาไฟนี้ก็จะอยู่แถวๆสันหล้งค่อนข้างมาทางโคนหางของนกกระทา วันร้ายคืนร้ายก็พ่นควันออกมาให้คนตกใจเล่นๆ ถ้าคนยังไม่ตกใจพอก็ระเบิดมันซะเลย ที่รับรองมองเห็นกันชัดๆนั้นมีสองลูกด้วยกัน ลูกแรกที่สูงที่สุดชื่อถูเขาไฟ “อากุง”ซึ่งสูงถึง 2567   เมตร และอยู่มาด้านตะวันออกกว่าถูเขาไฟลูกอื่นๆ ด้านเหนือของภูเขาไฟลูกนี้อยู่ติดทะเล ด้านใต้ของถูเขาไฟลูกนี้อยู่ติดกับวัดสำคัญอันเก่าแก่และใหญ่ที่สุดของบาหลี (โปรดดูรูป)

 

หลังจากที่เรานั่งรถกันมาประมาณชั่วโมงกว่าๆเราก็จะเห็นภูเขาไฟอากุงได้อย่างชัดเจน มองเห็นขนาดอันมโหราฬของมันแล้วอดหวาดเสียวไม่ได้ ถ้ามันเกิดระเบิดออกมาตอนเราเข้าไปใก้ลๆคงไม่เหลืออะไรให้ส่งกลับบ้าน แต่คนที่นี่เขายืนย้นว่ามันดับไปแล้ว คั้รงสุดท้ายที่ระเบิดก็ตั้ง ๔๘ ปีมาแล้ว แต่ผมก็ยังอดเสียวๆอยู่ไม่ได้

                                                                   

 

ยิ่งวิ่งใกล้เข้าไปเท่าไรก็ยิ่งเห็นความใหญ่โตของมันยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่คนที่นี่เขาชินกับมันแล้ว เพราะเขาใช้ชีวิตประจำวันกันตามปกติทั้งๆที่อยู่ห่างจากถูเขาไฟไม่เท่าไร

 

เรากำลังผ่านเมืองสุดท้ายก่อนถึงภูเขาไฟอากุง ที่มองเห็นทะมึนอยู่ข้างหน้า เมื่อดูรูปทรงกันแล้วความสมส่วนและความสวยงามของถูเขานั้นสู้ภูเขาไฟฟูจีของญี่ปุ่นไม่ได้ มีอยู่ครั้งหนึ่งผมบินผ่านภูเขาไฟฟูจี พอดีวันนั้นเป็นวันที่อากาศแจ่มใส และนักบินเกิดใจดีประกาศให้ผู้โดยสารทราบว่าประเด๋ยวจะบินผ่านปากปล่องภูเขาไฟฟูจีให้ดูกันใกล้ๆ เลยโชคดีได้เห็นปากปล่องของภูเขาไฟฟูจีอย่างชัดเจน

 ถัดออกไปจากเมืองนี้เราก็จะเริ่มเข้าเขตทุ่งนาและป่า จากนั้นก็จะเริ่มไต่ระดับไปตามไหล่ของตัวภูเขาไฟกันแล้ว

 

 

 

 

 

พอออกมาจากเมืองได้สักหน่อยก่อนที่จะถึงภูเขาไฟ เราก็มาถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งที่เรียกว่า “วอเตอร์ แพเรส” หรือในภาคภาษาไทยว่า พระราชวังน้ำ ถ้าเปรียบกับเมืองไทยก็จะใกล้เคียงกับพระราชวังบางปะอิน ประวัติของที่นี่คือ พระราชาของบาหลีได้มาสร้างพระราชวังอยู่ที่นี่พร้อมกับสวนน้ำที่สวยงาม ไว้ทำพิธีการสำคัญๆต่างๆ เพราะเชื่อกันว่าน้ำในสระนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ ต่อมาในปี ๒๕๐๓ ภูเขาไฟอากุงเกิดระเบิดขึ้นส่งเถ่าถ่านลงมาทำลายพระราชว้งเสียหายหมด เหลือไว้แต่สระน้ำที่เห็น

 

เขาออกแบบเป็นสระน้ำพื้นที่ประมาณสองไร่ มีรูปปั้นสไตล์บาหลีตั้งอยู่ในสระน้ำเป็นระยะๆพร้อมทั้งมีเสาปูนปักอยู่ในน้ำโดยความสูงของหัวเสาพอปริ้มๆน้ำ และระยะห่างของเสาก็พอดีหนึ่งก้าว ทำไว้ให้คนเดินเล่น วกวนไปมาอยู่ในสระ แต่คนจะเดินสวนกันไม่ได้ เวลาลงไปเดินต้องกะระยะดีๆ ให้มาเจอกับคนที่สวนมาตรงทางแยกที่ออกแบบไว้ให้หลบกันได้

 

พอออกจาก วอเตอร์แพเรส ถนนก็ตัดผ่านไปตามไหล่เขาผ่านหมู่บ้านเล็กๆที่มีอาชีพทำสวนผลไม้เป็นหลัก มีผลไม้ชนิดหนึ่งที่ปลูกกันมากที่นี่และมีรสชาติอร่อยที่สุดในเกาะบาหลี มีชื่อเรียกว่า “สแนก ฟรุท” หรือผลไม้งู รสชาติแปลกและอร่อยมากชนิดที่ผมไม่เคยพบที่ไหนมาก่อน วันหลังจะเปิดรายการพาทัวรเรื่องผลไม้งูเป็นการเฉพาะ ส่วนถนนก็มีขนาดเล็กลงๆไปเรื่อยๆ

และคดเคี้ยวมากขึ้น ช่วงนี้เป็นการขึ้นเขาลงเขาไปตลอด สภาพคล้ายกับทางขึ้นดอยอินทนนท์ ใครที่เคยขึ้นดอยอินทนนท์มาแล้วคงหลับตานึกภาพออก

บางตอนก็ผ่านไปตามทุ่งนาที่ทำนาแบบขั้นบรรไดตามไหล่เขา เรานั่งรถมาจนเลยเวลาเที่ยงแล้วก็ยังไม่เจอร้านอาหารที่สอาดพอกินได้ ต้องเอาน้ำลูบท้องและชมวิวแก้หิวกันไปพลางๆ

จนเกือบจะบ่ายโมงเราจึงได้มาเจอร้านอาหารที่เปิดขายนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ เป็นร้านอาหารแบบบุฟเฟ่ ที่มีอาหารพื้นเมืองเป็นหลัก และมีอาหารไทย อาหารจีน และอาหารฝรั่งประกอบ แต่พอรองชิมแล้ว อาหารพื้นเมืองจะอร่อยที่สุด ส่วนอาหารชาติอื่นๆพอกินแล้วรสชาติแปลกประหลาดมากจนบอกไม่ถูกว่าอาหารนั้นต้นตำหรับจริงๆแล้วคืออะไร อย่างเช่นติดชื่อไว้ว่าแกงเขียวหวานไก่ เราหลงดีใจว่าจะได้กินแกงกันให้อร่อยเสียหน่อย พอกินเข้าไปรสชาติกลายเป็นคล้ายกับไก่ต้มข่า ก็ยังดี นี่แหละคือสาเหตุที่พ่อครัวคนไทยจึงเป็นที่ต้องการกันไปทั่วโลก แต่ถ้าไม่สนใจว่ารสชาติจะต้องเหมือนต้นตำหรับ ก็กินได้ แต่สงสัยเป็นเพราะความหิวมากกว่า

หลังจากอิ่มกับอาหารกลางวันแล้ว เราก็ออกเดินทางต่ออีกพักใหญ่ๆเราก็มาถึงวัดฮินดูอ้นเก่าแก่ มีชื่อว่า “เบอร์ซากี้” สร้างมาพันกว่าปีแล้ว และตั้งอยู่บนไหล่เขาของภูเขาไฟอากุงระดับความสูงคงไม่น้อยกว่า ๑๕๐๐ เมตร คนบาหลีนับถือว่าเป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์มาก  ผมก็เชื่อว่าคงต้องศักดิ์สิทธิ์ไม่เช่นนั้นจะอยู่รอดพ้นจากภูเขาไฟระเบิดมากี่สิบครั้งในช่วงพันปีที่ผ่านมา ไม่ต้องดูอื่นไกล ขนาดพระราชวังน้ำที่อยู่ห่างออกไปกว่า ๓๐ กิโลเมตร ยังถูกทำลายจากการระเบิดครั้งสุดท้ายเมื่อ ๔๘ ปีก่อน จากจุดนี้เราจะได้เห็นภูเขาไฟอากุงใกล้ที่สุด และสวยที่สุด จากรูปถ่ายจะเห็นว้ดอยู่ด้านหน้าและมีภูเขาไฟอยู่ด้านหลัง ซึ่งเป็นจุดที่เราสามารถถ่ายรูปได้เกือบเต็มทั้งภูเขา ถ้าอยากจะไปให้ใก้ลกว่านี้ก็ต้องเดินกันต่อเอาเอง ผมคงจะต้องขอตัวไม่สู้ เพราะกะๆดูแล้วคงต้องเดินกันอีกเป็นสิบกิโลเมตรและเป็นการเดินขึ้นเขาอีกด้วย

ไหนๆเราก็มาถึงตัวว้ดแล้ว ก็จะพาท่านขึ้นไปชมวัด เมื่อเราเดินขึ้นมาในตัววัดจะเห็นภูเขาไฟชัดขึ้นก็ตามแต่ไม่สามารถเห็นภูเขาได้ทั้งลูก เพราะเราเข้ามาใกล้มาก ก่อนที่ผมจะพาชมความสวยงามของตัววัดต่อไป คงต้องขอตัวไปพักผ่อนก่อน เพราะระยะนี้ต้องตื่นแต่เช้าออกไปเที่ยวติดๆกันมาหลายวัน อีกสองสามวันผมจะพาท่านไปชมภูเขาไฟลูกที่สองอย่างใกล้ชิด

 

 

 

 

 

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s