โฉบไปสิงค์โปร์


ฉบไปสิงค์โปร์

ผมพาท่านทั้งหลายตะลุยบาหลีกับผมมาหลายเดือนแล้ว บางท่านอาจจะเริ่มเบื่อบาหลีบ้างแล้ว วันนี้ผมจะเปลี่ยนบรรยากาศพาท่านไปเดินเล่น กินอะไรเล่นๆ นอนเล่น ที่สิงค์โปร์กันสักพัก จากบาหลีบินไปสู่สิงค์โปร์นั้นก็ใช้เวลาประมาณ สองชั่วโมงกว่าๆเท่านั้น สายการบินที่บินตรงไปสิงค์โปร์นั้นมีหลากหลายให้เลือกมากมายมีบินตรงทุกๆวัน ที่บินเป็นประจำก็มีสายการบินการูด้า และสิงค์โปร์แอร์ไลน์รวมทั้งมีสายการบินแบบโลคอสอีกสองสามสาย ผมเองก็ไม่ได้ไปสิงค์โปร์มาประมาณ ๔-๕ ปีแล้ว จะได้ไปดูว่าเขาเจริญ ก้าวหน้าไปแค่ไหน ผมไปสิงค์โปร์ครั้งแรกในชีวิตก็ปี ๒๕๒๐ หรือประมาณ ๓๑ ปีมาแล้ว ตอนนั้น ลี กวนยู แห่งสิงค์โปร์เพิ่งจะเริ่มดัง จากนั้นผมก็บินไปสิงค์โปร์อีก นับครั้งไม่ถ้วนทุกครั้งที่ไป ก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆทุกครั้ง ไปครั้งนี้ก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอีกหลายอย่าง แต่ก่อนที่จะไปพูดถึงสิงค์โปร์ เราเข้าไปเที่ยว สนามบินบาหลีกันให้ทั่วสักหน่อย เพราะตอนมาถึงเราไม่มีโอกาศชมภายในสนามบินบาหลีมากนัก พอมาถึงคว้ากระเป๋าได้ก็เดินออกมาเลย

 

สนามบินบาหลีนั้นอยู่ติดักบทะเล รันเวย์ยื่นออกไปในทะเลทั้งหัวท้าย การวิ่งขึ้นลงสะดวกมากเพราะไม่มีตึกสูงหรือภูเขาสูงมากีดขวาง รวมทั้งเทศบัญญัติที่นี่ห้ามสร้างตึก  สูงเกินห้าชั้น มองออกไปจากตัวอาคารจะเห็นซุ้มประตูแบบบาหลีเป็นงานปูนปั้นที่สวยงาม ที่อาจจะเรียกว่าประตูเมืองก็ได้ ที่นี่เป็นประเพณี พอเวลาแล่นรถไปตามถนน พอจะเข้าเขตหมู่บ้าน หรือเมือง ก็จะมีซุ้มประตูแบบนี้สร้างไว้ และถนนก็แล่นผ่านไประหว่างซุ้มประตู ถ้าเปรียบกับเมืองไทยก็คงพอเปรียบได้กับซุ้มประตูเข้าวัด ถัดไปก็เป็นรันเวย์ จากรันเวย์ก็เป็นทะเลด้านทิศตะวันตกเวลาเย็นพระอาทิตย์จะตกทะเลด้านนี้

 

วันที่ผมไปสิงค์โปร์พอดีเครื่งบินออกตอนทุ่มกว่า เลยมีโอกาศถ่ายตอนพระอาทิตย์ตกเหนือสนามบินมาฝากกัน ทุกครั้งที่มีพระอาทิตย์ตกก็มักจะมีเมฆมาบังเสียแถบทุกครั้ง เลยไม่ได้เห็นภาพชัดๆกันสักที ระหว่างที่รอขึ้นเครื่องผมก็ออกสำรวจไปทั่วๆสนามบินดูว่าจะมีรูปอะไรแปลกๆมา

ฝากกันบ้าง

Next Picture

พอเดินไปเข้าห้องน้ำก็เจอของดีอันดับแรก เขาเอาตู้ปลามาติดไว้บนผนังตรงที่ท่านชายจะยืนฉี่ ให้ได้ชมปลาสวยงามกันระหว่างทำธุระกิจ นอกจากนั้นยังแก้ปัญหาที่มักเจอเสมอๆในห้องน้ำชาย (ในห้องน้ำหญิง ไม่ทราบเป็นหรือเปล่า เพราะไม่เคยเข้า ท่านที่เป็นผู้หญิงจะช่วยบอกมาบ้างก็ดี) คือระหว่างที่ทำธุระกิจนั้นมือมันยังว่างอยู่อีกข้างก็เลยต้องควักปากกาออกมาขีดเขียนบนผนัง

ข้างหน้าไปพลางๆ ดังนั้นในห้องน้ำชายจึงมักจะมีข้อความแปลกอยู่บนฝาผนังแทบจะทุกประเทศทั่วโลก

Next Picture

เมื่อเอาตู้ปลามาติดก็เลยไม่มีที่จะเขียน แล้วก็ชมปลาตู้ไปเพลินๆ การทำธุระกิจมันก็เลยรู้สึกว่าเสร็จเร็วขึ้น ภาพล่างเป็นห้องน้ำขนาดใหญ่เลยติดแบบสามตู้เลย บ้านเราตามร้านอาหาร หรือ โรงภาพยนตร์ใครจะเอาไปทดลองทำก็คงไม่มีใครว่าอะไร

Next Picture

Next Picture

พอทำธุระเสร็จกำลังจะเดินออกจากห้องน้ำชาย เหลือบไปเห็นเขาจัดดอกไม้ในแบบบาหลีวางไว้ มองทีแรกนึกว่าเจอดอกไม้พันธุ์ใหม่ พอเข้าไปดูใกล้ๆถึงได้เห็นว่า เขาเอาดอกเข็มสีแดงมาเสียบใส่ไว้ตรงกลางดอกลั่นทมสีขาว ทำให้แปลกตาไปอีกแบบ หลังจากนั้นผมก็เดินไปสำรวจจนทั่วสนามบินก็ไม่มีอะไรแปลกๆที่น่าสนใจนำมาฝากให้ท่าน

ได้ชมกัน ก็เลยกลับมานั่งรอขึ้นเครื่อง

Next Picture

พอเครื่องบินลงสนามบินที่สิงค์โปร์ โลกที่เป็นแบบธรรมชาติของบาหลีก็หายวับไป กลายเป็นโลกแห่งความทันสมัยอย่างที่ผมคงไม่ต้องบรรยาย เพราะท่าน ผู้อ่านส่วนใหญ่ก็เคยเห็นสนามบินสิงค์โปร์กันมาบ้างแล้ว ผมจะพาไปดูในที่ๆท่านอาจจะไม่เคยเห็นกัน พอผมได้กระเป๋าเดินทางแล้ว ก็เตรียมตัวไปขึ้นรถไฟฟ้าเข้าไปในตัวเมือง จากอาคาร ผู้โดยสารที่ เครื่องบินผมมาถึง เราต้องนั่งรถไฟที่วิ่งระหว่างอาคารผู้โดยสารไปที่สถานีรถไฟที่วิ่งเข้าเมือง ยืนรอได้สักสามสี่นาทีรถไฟที่วิ่งระหว่างอาคารก็มาถึง รูปทรงก็ทันสมัยดี อย่างที่เห็นในรูป

 

Next Picture

พอรถมาจอดประตูเปิดออกเราก็ก้าวเดินเข้าไปในตัวรถ แต่มองไปที่ข้างหน้ารถกลับไม่เห็นคนขับรถ เป็นเหมือนรถผีสิงวิ่งไปมาได้เองโดยใช้คอมพิวเตอร์ควบคุม ผมเลยถ่ายรูปมาให้ดูเป็นการยืนยันว่าไม่มีคนขับจริงๆไม่ได้โม้ ติดรูปสาวสิงค์โปร์ที่นั่งอยู่สองคนเป็นของแถมมาด้วย แต่คนเสื้อดำนี่หน้าตาคุ้นๆแฮะ

Next PICTURE

หลังจากนั่งรถไฟไปถึงสถานีรถไฟฟ้าแล้วเราก็ นั่งรถไฟฟ้าเข้าไปในเมือง รถไฟฟ้าของเราในกรุงเทพฯนั้นไม่น้อยหน้ากว่าสิงค์โปร์เลย ยังพอคุยได้ว่าบ้านผมก็มี ของดีเหมือนกัน พอมาถึงสถานนีในเมือง เดินออกมาจากสถานีก็เห็นร้านขายขนมร้านหนึ่งน่าสนใจมาก ชื่อ มิสเตอร์บีน (Mr. BEAN ) แต่งหน้าตาร้านก็เข้าท่า ผมต้อง แอบถ่ายมุมเฉียงๆมาให้ ดูกัน จะถ่ายตรงๆเจ้าของร้านก็ยืนค้อนตาเขียว ยังกับจะรู้ว่าผมจะเอามาลงบล็อก “พาไปเที่ยว พาไปรวย” ที่น่าสนใจคือร้านนี้ขายผลิตภัณฑ์ ที่ทำจากถั่วเท่านั้น เริ่มตั้งแต่น้ำเต้าหู้สารพัดแบบ จนถึงขนมเปี๊ยะ ขนมถั่วกวน ขนมต่างๆที่ทำมาจากถั่วทั้งนั้น แต่ยังไม่มีถั่วแบบที่แขกเดินขายในบ้านเรา เรียกว่าใครเป็นแฟน พันธุ์ถั่ว เข้าไปร้านนี้ไม่ผิดหวังแน่

NEXT PICTURE

แล้วเขาก็ออกแบบโลโก้ สีสรรพร้อมกับแพ็คเกจจิ้งที่สวยงามน่าซื้อ ทำให้เหมาะต่อการซื้อขึ้นรถไฟไปกินที่ทำงานหรือซื้อไปกินระหว่างรอรถไฟ นี่คือสิ่งที่คนสิงค์โปร์เก่ง เอาของพื้นๆมาแต่งตัวให้สวย ทำแบรนด์ และนำมาวางขายในทำเลและสถานที่ซึ่งสะดวกต่อผู้บริโภค บางครั้งเรากำลังรีบมองหาว่าจะซื้ออะไรไปกินแก้หิวดี ที่สะดวกและ ไม่เสียเวลา ร้านประเภทนี้น่าจะไปได้ดีในบ้านเรา เรามาเพิ่มเติมถั่วลิสงคั่ว ถั่วลิสงยำ ถั่วปากอ้า ถั่วฯลฯที่แขกเคยแบกขายมาเพิ่มเติมเข้าไปตำรวจของคุณเฉลิมก็คงไม่มาจับ ในฐานะไปแย่งอาชีพแขกขายถั่วแต่อย่างใด

nEXT pICTURE

นี่ก็อีกร้านที่เจอ เอาขนมโมจิมาทำแพคเกจจิ้งที่สวยงาม ทำแบรนดิ้งและจัดร้านสวยงามตั้งอยู่ในสถานีรถไฟฟ้าให้สะดวกกับผู้ซื้อ แทนที่จะกินขนมโมจิแต่ละทีต้องรอ

ฝากคนที่จะไปทางนครสวรรค์แวะซื้อให้ หรือรอหวังว่าจะมีใครคิดถึงเราซื้อมาฝาก หรือรอเราเองทางผ่านแถวๆนครสวรรค์แล้วแวะซื้อเอาเอง

NEXT PICTURE

ไหนๆก็พูดถึงเรื่องของขนมแล้ว ก็ขออนุญาตว่ากันให้จบเรื่องของขนมไปเลย ผมไปเจออีกร้านที่ทำขนมต่างๆที่มีรสทุเรียน ชื่อร้าน “โฮมเฟเวอริต” (Home’s Favourite) แต่งร้านได้สวยงามขึ้นป้ายยี่ห้อใหญ่เบ่อเร่อ ท่าทางธุระกิจไปได้ดี ผมพยายามถ่ายรูปรายการขนมมาให้ดู แต่มันไม่ค่อยจะชัดเท่าไร เห็นไม๊ครับ ทั้งหมดนี้มันอยู่ที่ความคิดริเริ่มของคนเรา ของทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรใหม่ นอกจากคุกกี้ทุเรียน เป็นแต่เพียงนำมาทำตลาดเท่านั้น อย่างขนมโมจิขายเฉพาะคนเดินทางผ่านนครสวรรค์ ก็ไม่รู้ขายได้มากมายเท่าไรแล้ว บ้านเราเป็นแหล่งผลิตทุเรียนขนาดใหญ่แท้ กลับไม่มีใครสนใจเอาทุเรียนมาโปรโมต์ ถ้าเราเอาผลิตภัณฑ์จากทุเรียนมาเข้าร้านแบบนี้ มีตั้งแต่น้ำกระทิทุเรียน ไอสครีมทุเรียน ทุเรียนกวน ทุเรียนทอดกรอบ ฯลฯ มาวางขายน่าจะมีลูกค้าไม่น้อย บ้านเรายังมีขนมไทยๆอีกมากที่น่าจะนำมาพัฒนาต่อยอดได้ ตัวอย่างของบ้านเราที่ประสบความสำเร็จมากก็คือ ขนมบ้านอัยการ หรืออย่างของมาเลเซียที่คนไทยไปซื้อเอามาโด่งดังโกยเงินในบ้านเราไปมากมายคือ “โรตีบอย” แต่ไม่ต้อง ไปทำตามอย่างคนอื่นเขา ลองมองหาขนมอย่างอื่นก็ได้ จะเอาขนมประเภทเชื่อม เช่น มันเชื่อม ทองหยิบ ทองหยอด เม็ดขนุน ฝอยทองสด ฝอยทองแห้ง สังขยา ฯลฯ ก็ยังไม่มีใครทำ หรือจะเปิดร้านขายขนมน้ำแข็งสารพัดอย่าง เช่น ลอดช่อง สลิ่ม ลูกชิด รวมมิตร ฯลฯ สมัยก่อนที่สามย่านติดๆกับคณะบัญชีฯมีอยู่หนึ่งร้าน ขายดิบขายดี มีนิสิตนั่งกันทั้งวัน ไปถามศิษย์เก่าจุฬาฯรุ่นอายุสามสิบห้าปีขึ้นไปรู้จักกันทุกคน แต่ตอนนี้โดนไล่ที่สร้างตึกเลยสูญพันธุ์ไปแล้ว เหลือแต่แบบที่เป็นแผงขายอยู่ใน ฟูดคอรด์ตามห้างสรรพสินค้า แต่มันไม่มีบรรยากาศ ใครจะลองเอามาทำใหม่ก็ไม่เลว

ในประเทศฟิลิปปินส์ มีร้านคล้ายๆแบบนี้อยู่เหมือนกัน ชื่อ “ลิตเติลเกียโป๊ะ” มีหลายสาขาอยู่ตามหน้ามหาวิทยาลัยต่างๆ มีขนมน้ำแข็งขายอยู่อย่าง เดียวที่เรียกตามภาษา ฟิลิปปินส์ว่า “ฮาโล-ฮาโล้” ( Halo-Halo ) ซึ่งก็คล้ายๆรวมมิตรบ้านเราแต่ใส่ถั่วแดงกวนด้วย แค่นี้ก็ขายดิบขายดี นักศึกษานั่งกันเต็ม จนเป็นสัญญลักษณ์ของคนฟิลิปปินส์ ถึงแม้จะไปตั้งรกรากอยู่ในอเมริกา ก็ต้องเปิดร้านชื่อ “ลิตเติลเกียโป๊ะ” ขายฮาโล-ฮาโล้ คนฟิลิปปินส์ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงอายุจะเจ็ดสิบอุดหนุนกันเต็ม แค่นี้ก็รวยได้

 

NEXT PICTURE

NEXT PICTURE

NEXT PICTURE

NRXT PICTURE

หลังจากเข้าพักในโรงแรมเรียบร้อยแล้วรุ่งขึ้นเช้าผมก็ออกตระเวนไปเรื่อยๆ เจออะไรแปลกๆดีๆก็นำมาฝากท่าน แต่ไปเที่ยวนี้นอกจากเจอเรื่องดีๆมาฝากแล้ว ยังไปเจอเรื่องเลวๆอีกด้วย ซึ่งผมก็ขออนุญาตินำมาฝากด้วยเหมือนกัน แต่จะพูดถึงตอนท้ายเพื่อไม่ให้ท่านที่กำลังสนุกต้องเสียอารมณ์ รูปที่ถ่ายมาให้ดูนี้คือรถขายของ

ที่จอดอยู่ในศูนย์การค้า ที่ออกแบบได้สวยงามและมีพื้นที่ใช้สอยสำหรับวางสินค้ามากมาย ที่สำคัญนั้นโครงเป็นเหล็กแต่กรุด้วยไม้ไผ่ ฝาที่ปิดเวลาเลิกขายเก็บร้านนั้น ติดโชกอัพอย่างดี เวลาเปิดขึ้นก็ใช้เป็นที่บังแดดบังฝนไปด้วยในตัว ก็เลยถ่ายมาฝากท่านที่เป็นนักออกแบบและนักลีเวอร์สเอ็นยิเนียริ้งทางเมืองไทย เพื่อเป็แนวคิด

NEXT PICTURE

ระหว่างเดินไปตามถนนเห็นร้านนี้แต่งหน้าร้านแปลกดี คือเอาต้นส้มมาใส่โอ่งมังกร และปลูกจนกระทั่งออกลูกดกเต็มต้น และเอาโบว์สีแดงมาติดเพิ่มเติมเข้าไปอีก เห็นแล้วนึกถึงนักปลูกต้นไม้ในบ้านเราเลยถ่ายรูปมาฝาก ในบ้านเราเห็นมีทำแต่ต้นเตี้ยๆแต่ที่สิงค์โปร์เขาทำต้นสูงขนาดสองเมตรได้ พอเอามาประดับหน้าร้านก็สวยไป อีกแบบหนึ่ง

NEXT PICTURE

ต่อมาได้สักหน่อยไปเจอร้านขายพระเครื่อง เครื่องลางของขลังจากเมืองไทย ที่ฮิตมากเช่นกันคือท่าน “จตุคาม-รามเทพ”เช่นเดียวกันกับเมืองไทย ร้านนี้มีมากมาย สารพัดรุ่น ทั้งเลี่ยมเรียบร้อยแล้ว และยังไม่ได้เลี่ยม แสดงให้เห็นว่าคนสิงค์โปร์นั้นเชื่อในเรื่องไสย์ศาสตร์อยู่ไม่น้อย มีคนเล่าว่าพวกที่เลื่อมใสมากๆแอบย่อง มาเช่าพระสมเด็จ วัดระฆังรุ่นเก่าๆจากเมืองไทยด้วยราคาเป็นล้านบาท

pICTURE

เดินต่อมาอีกหน่อยก็เจอร้านเป็นตึกแถว ข้างหน้าร้านมีศาลท่านท้าวมหาพรหมตั้งอยู่ สงสัยว่าทำไมร้านนี้จึงนับถือท่านมากถึงขนาดสร้างศาลหน้าร้าน พอเข้าไปดูใกล้ๆ ปรากฎว่าเป็นร้าน รับทำพิธีต่างๆ

NEXT PICTURE

ผมอ่านป้ายภาษาจีนสีเหลืองไม่ออกแต่เห็นคำโฆษณาบริการบนป้ายสีแดงที่เขียนไว้เป็นภาษาอังกฤษ อธิบายไว้ชัดเจน เลยถ่ายมาให้ดูกันชัดๆ สำหรับท่านที่ไม่สันทัดภาษาอักฤษ

NEXT PICTURE

ผมจะถ่ายทอดเป็นภาษาไทยดังนี้

<!–[if !supportLists]–>· <!–[endif]–>รับทำนายโชคชตาราศีตลอดทั้งปี

<!–[if !supportLists]–>· <!–[endif]–>ให้บริการทำให้การค้าขายเจริญรุ่งเรือง (เซ็งลี้ ฮ้อ ฮ้อ)

<!–[if !supportLists]–>· <!–[endif]–>แก้ปัญหาสุขภาพไม่ดี

<!–[if !supportLists]–>· <!–[endif]–>แก้ชตาตก หรือไม่สบายใจ (อันนี้คุณทักษิณน่าจะลองไปใช้บริการ)

<!–[if !supportLists]–>· <!–[endif]–>ทำนายโชคชตาด้วยวิธีโปรยดิน โปรยทราย (ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นยังไง)

<!–[if !supportLists]–>· <!–[endif]–>ทำพิธีเรียกเงินเรียกทอง และเพิ่มรายได้ (สงสัยจะเรียกเงินเรียกทองให้หมอมากกว่า)

<!–[if !supportLists]–>· <!–[endif]–>รับทำนายทายทักทั่วๆไป

<!–[if !supportLists]–>· <!–[endif]–>รับทำพิธีให้ฐานะดีขึ้นไปจากปัจจุบัน

เป็นยังไงครับอ่านบริการที่ให้แล้วท่านสนใจจะไปใช้บริการไม๊ครับ? ผมเดินเข้าไปในร้าน เจอเจ้าของร้านเป็นผู้หญิงชาวสิงค์โปร์อายุประมาณสามสิบกว่า ท้วมๆ ผมขออนุญาตถ่ายรูปในร้านมาฝากแฟนๆแต่เธอไม่ยอมให้ถ่าย ในร้านนั้นเต็มไปด้วยรูปนางกวัก พระเครื่อง ยันต์ต่างๆ อุปกรณ์ที่จะใช้ในการทำพิธีข้างต้นนั่นแหละ เมื่อไม่ยอมให่ถ่ยรูปในร้าน ผมก็เลยถ่ายรูปนางกวักหน้าร้านมาฝากแทน สงสัยจะเอามาจากเมืองไทย เห็นความเก่งของคนสิงค์โปร์ไม๊ครับ? ถึงของตูจะไม่มีเอง ก็อิมปอตรท์มาได้

(หลอกเอาเงินได้)ใครจะทำไม?

 

NEXT PICTURE

เยื้องๆกับร้านข้างต้น ผมมาเจอกับวัดไทย ชื่อ “วัดศิริชัยมงคล” ผมว่าไปตามป้ายที่ติดไว้หน้าร้าน อุ๊ป ขอโทษหน้าวัด นี่แหละครับคือสิ่งที่ผมเห็น แล้วเกิดความไม่สบายใจ ในฐานะคนไทยและเป็นชาวพุทธ เพราะวัดนี้เขียนชื่อเป็นภาษาไทย และมีภาษาอังกฤษ และ ภาษาจีนกำกับ ผมลองโผล่หน้าเข้าไปที่ปากประตูเห็นคนโกนหัวห่มผ้าสีกลัก

นั่งคุยอยู่กับผู้ชายคนไทยอีกคน ที่ผมไม่เรียกว่าพระเพราะผมมีความมั่นใจว่าถ้าเป็นพระที่มีศีลครบ ๒๒๖ ข้อ คงไม่ไปอยู่ในสถานที่อะโคจรแบบนี้ เพราะสภาพที่เรียกว่าวัดนั้น มันเป็นแค่ตึกแถวขนาดกว้างแค่ครึ่งคูหา ความกว้างแค่ประตูเหล็กทาสีเหลืองที่เห็นเท่านั้น มีรูปหล่อพระพุทธชินราชจำลองตั้งอยู่หนึ่งองค์ นอกนั้นแทบจะไม่มีอะไรที่พอจะแสดง ว่าเป็นวัดได้เลย แม้กระทั่งจะเรียกว่าสำนักสงฆ์ก็ยังกระดากปาก และก็มาตั้งอยู่ในแถบที่เวลากลางวันเป็นร้านค้าขายทำธุระกิจ ส่วนในเวลากลางคืน เปลี่ยนเป็นไนท์คลับและบาร์ ที่มีการขายเซ็กกันอย่างเปิดเผย ผู้หญิงที่มาทำมาหากินอยู่ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นสาวเวียตนาม ท่านลองนึกถึงสภาพของถนนพัฒนพงษ์ในกรุงเทพเป็นยังไง ที่นี่ก็ไม่แตกต่างกันมากนัก ผมไม่กล้าถ่ายรูปคน โกนหัวมาให้ดู เพราะกลัวเขาเห็นแล้ว จะทำร้ายผมเอา กลัวจะวิ่งหนีไม่ทัน

NEXT PICTURE

NEXT PICTURE

ผมถ่ายภาพบริเวณสถานที่ตั้งวัดมาให้ดูด้วย จะเห็นสภาพแวดล้อมเป็นร้านเหล้า คลับ บาร์เต็มไปหมด ผมออกไปถ่ายรูปตอนกลางคืนมาให้ดูด้วยแต่มันมืดไปหมดไม่เห็นชัดเจน เลยไม่ได้เอามาลงให้ดู เรื่องที่ไม่ถูกต้องแบบนี้ผมไม่ทราบว่าใครจะทำหน้าที่จัดการ ทางสิงค์โปร์เขาคงไม่ยื่นมือเข้ามาจัดการเพราะเขาไม่เสื่อมเสียอะไร ตราบใดที่ไม่เข้าไป ทำอะไรผิดกฎหมายบ้านเมืองเค้า ทางฝ่ายสงฆ์ผมไม่แน่ใจว่าท่านจะมีอำนาจเข้าไปดำเนินการถึงต่างประเทศหรือไม่? กระทรวงวัฒนธรรมก็ไม่รู้ว่ามีเวลาว่างมาคิดเรื่องนี้หรือไม่

หรือท่านรัฐมนตรีมัวแต่คิดจะแก้แต่รัฐธรรมนูญ เปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นประเทศไทยรักไทย นี่แหละครับ พวกมิจฉาชีพช่างมีหัวพลิกแพลงขวนขวายไปหากินถึงต่างประเทศ

ในทางที่ไม่ดี แทนที่จะทำเรื่องที่ไม่ถูกต้องน่าจะนำความคิดพลิกแพลงมาหากินอย่างถูกต้องจะดีกว่า ที่ผมนำเรื่องนี้มาพูดไม่ใช่จะชี้ให้ท่านทำมาหากินแบบไม่ถูกต้อง ผมได้แช่งไว้แล้ว ถ้าเป็นพวกมิจฉาชีพมาหากินแบบผิดศีลธรรมขอให้มันมีอันเป็นไปโดยเร็ว ไม่ตัวมันก็ลูกเมียมัน

 

NEXT PICTURE

NEXT PICTURE

ท่านผู้อ่านท่านใดพอจะรู้ว่าควรจะทำอย่างไรช่วยสะกิดต่อด้วยนะครับ จะเป็นพระคุณต่อศาสนาพุทธ และรักษาหน้าตาประชาชนชาวไทยทั่วๆไป ที่ไม่ได้หน้าหนาเป็นส้—ีน

อย่างส.ส.ร่วมรัฐบาลที่กำลังทำลายประเทศไทยอยู่ขณะนี้ ไปสิงค์โปร์เที่ยวนี้ไม่อยากบอกใครเลยว่า “ผมมาจากเมืองไทย”

เอาละครับ หลังจากพาดูเรื่องต่างๆแล้ว ท้องก็ชักหิวเห็นท่าจะต้องแวะไปหาอะไรลองท้องกันก่อน มาเที่ยวนี้ผมสังเกตุเห็นว่าสิงค์โปร์มีร้านประเภท เป็ดย่าง หมูกรอบ หมูแดง ที่ท่านจะเอาราดข้าว หรือราดบะหมี่ แบบแถวท่าดินแดงที่เมืองไทยเปิดขึ้นมาก ผมเห็นแล้วน่ากินมาก ประกอบกับที่บาหลีหาร้านประเภทนี้แทบจะไม่มี เลยเข้าไปฉลอง ข้าวหน้าหมูแดง หมูย่างหนึ่งจาน แล้วตามด้วยบะหมี่แห้งเป็ดย่างอีกจาน รสชาติไม่ต่างกับบ้านเราเลย มีทั้งพริกดอง ซีอิ้ว ให้ใส่ครบเครื่อง ขากลับเดินกลับโรงแรมแทบไม่ไหว

พอกลับมาถึงโรงแรมก็มาโม้ให้เจ้าหน้าที่ที่โรงแรมเขาฟัง เขาแนะนำว่าถ้าชอบกินข้าวมันไก่รสชาติเยี่ยมให้ไปกินที่สนามบินตอนขากลับ เขาบอกว่าอร่อยมาก ขนาดคนไทย ซื้อใส่ห่อขึ้นเครื่องกลับมาฝากคนไทยที่เมืองไทยเสมอๆ

ผมได้ฟังแล้วก็หมายมั่นปั้นมือเตรียมตัวไว้แล้ว เพราะเป็นคนชอบกินข้าวมันไก่มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว จนมันถ่ายทอดไปทางกรรมพันธุ์ไปถึงลูกสาวคนเล็กที่ชอบกิน ข้าวมันไก่เป็นชีวิตจิตใจเช่นเดียวกับผม แทบจะเรียกได้ว่าข้าวมันไก่ที่มีชื่อแทบทุกร้านในกรุงเทพ เธอจะต้องรีบวิ่งไปกินมาจนหมด

ผมขออาฆาตข้าวมันไก่เจ้านี้ไว้ก่อน กลับไปสนามบินเมื่อไรจะต้องขอลองหน่อยว่าอร่อยสมคำเล่าลือหรือไม่? แล้วจะกลับมาเล่าให้ฟังครับ !

 

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s