ข้าวก็ยากหมากก็แพง


ข้าวก็ยากหมากก็แพง

ผมไปเที่ยวหาดทรายดำซะหลายวัน กลับมาอ่านข่าวจากเมืองไทยเรื่องราคาข้าวสารแล้ว เกือบจะตกเก้าอี้เพราะเห็นข้าวสารถุงละห้ากิโลกรัมนั้นกระโดด ไปอยู่ที่ถุงละ ๒๐๐ บาท คำนวนดูแล้วเท่ากับกิโลกรัมละ ๔๐ บาท หรือตันละ ๔๐,๐๐๐ บาท เกิดมาไม่เคยเจอ พอตั้งสติได้ก็นึกได้ว่าสมัยหนึ่งประมาณเกือบยี่สิบปีมาแล้ว ตอนนั้นข้าวสารราคายังไม่ถึงตันละหมื่นบาท ผมได้อ่านวิทยานิพนธ์ของนักศึกษานิด้าท่านหนึ่ง ท่านทำการวิจัยเรื่องข้าวสารกับสุนัขจรจัดในประเทศไทย เรื่องมันนานมาแล้วก็เลยจำชื่อของท่านผู้ทำวิทยานิพนธ์ไม่ได้ ต้องขออภัยไว้ด้วย รวมทั้งตัวเลขต่างๆที่ท่านได้ไปทำวิจัยมาผมก็ไม่ได้จดไว้ เพราะไม่เคยคิดว่าประเทศไทยผู้ผลิตข้าวสารส่งออกอันดับหนึ่งของโลกจะต้องมากินข้าวสารที่ราคาตันละ ๔๐,๐๐๐ บาท ตอนนั้นหลายคนหัวเราะว่าท่านผู้ทำวิทยานิพนธ์ไว้นั้นว่ามีความคิดประหลาดแหวกแนวมาก แต่ผมว่าท่านมีความคิดล้ำยุคมากกว่า

ที่ผมเอาเรื่องนี้มาเล่าเพราะผมยังจำแนวคิดของท่านผู้ทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ได้อย่างแม่นยำ และเป็นแนวคิดที่ผมชอบและขอยกย่องว่าท่านมองการไกล ผมจะขออนุญาตถ่ายทอด แนวคิดนี้ให้ท่านผู้อ่าน ลองไปคิดต่อดูว่า ในยุคที่ข้าวก็ยากหมากก็แพงเช่นนี้เราควรจะทำอย่างไรดี ในวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาท่านนั้น ท่านมีแนวคิดดังนี้

ในประเทศไทยเรานั้นเป็นเมืองพุทธ ผู้คนมีใจเมตตาเลี้ยงสุนัขกันมากมาย ทั้งสุนัขมีสกุลราคาแพงๆและสุนัขสายพันธุ์ Thousand Way ( พันทาง) ตลอดจนสุนัขที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ แต่มีคนให้ข้าวกิน จนออกลูกออกหลานกันมาอีกมากมายจนเต็มบ้าน เต็มเมือง เต็มวัดไปทั่วราชอาณาจักรไทย นักศึกษาท่านนั้นได้ออกไปสำรวจเก็บตัวเลขสุนัขจรจัดในตอนนั้น สรุปว่ามีมาก

ผมชื่อขนุนครับ ผมสัญชาติ โกลเด้นรีทรีพเว่อร์ พันธุ์สีทองครับ ผมไม่เกี่ยวนะครับ เพราะผมไม่เคยกินข้าวเลยในชีวิต นายผมเขาให้กินแต่อาหารเม็ดผสมนม ผมถึงได้ล้ำบึก และรูปหล่ออย่างนี้ละครับ



มายเกินกว่าล้านตัว สุนัขพวกนี้กินข้าวที่มีคนเอาไปให้ หรือกินเศษอาหารที่คนทิ้งอยู่ทุกๆวัน ท่านก็สำรวจต่อว่าสุนัขพวกนี้กินข้าวกินอาหารกันโดยเฉลี่ยวันละกี่กิโลกรัม พอท่านได้ตัวเลขมาท่าน ก็มาคำนวนปริมาณอาหารที่คนไทยเราเลี้ยงสุนัขจรจัด หรือเศษอาหารที่กินทิ้งกินขว้างกัน ก็ออกมาเป็นปริมาณสูงที่น่าตกใจทีเดียว เมื่อคำนวนออกมาเป็นตัวเงิน ท่านก็สรุปว่านั้นเป็นการสูญ เปล่าทาง เศรษฐกิจของบ้านเรา แต่ตอนนั้นไม่ค่อยมีใครสนใจเพราะค่าอาหารการกินมันไม่แพงสุดๆอย่างนี้ บางคนอ่านแล้วขำเห็นเป็นเรื่องตลกด้วยซ้ำไป

จากแนวคิดของนักศึกษาท่านนี้ ผมขออนุญาตินำมาขยายความให้เห็นกันชัดๆดังนี้

๑) สมมุติว่าในเมืองไทยมีสุนัขจรจัดอยู่ประมาณ ๒-๓ ล้านตัว ท่านฟังแล้วคงจะไม่เชื่อว่าเป็นไปได้ ผมสมมุติฐานมาจากจำนวนวัดในประเทศไทยที่มีประมาณ สามแสนวัดเฉลี่ย

แต่ละวัดมีสุนัขจรจัดอยู่ ๑๐ ตัว ก็ตกสามล้านตัวแล้ว ไม่นับที่มีอยู่ตามชุมชนแออัดอีกมาก แต่เอาเถอะครับ เพื่อไม่ให้เกิดขัดแย้งกันในทางความคิด ผมว่าเราเอาตัวเลขที่หนึ่งล้านตัวเป็น

พื้นฐานในการคิดก็แล้วกันคำนวนง่ายดี

๒) ประมาณการว่าสุนัขหนึ่งตัวกินข้าวคิดเป็นน้ำหนักข้าวสารประมาณ ๕๐ กรัมต่อวัน นั้นคือสุนัข ๒๐ ตัว ต้องใช้ข้าวสาร ๑ กิโลกรัมมาหุงให้สุนัขกิน จะเป็นข้าวที่เหลือจากคนกิน

หรือจะมีคนใจบุญไปซื้อข้าวมาเลี้ยงก็ตามที สรุปว่าสุนัข ๒๐ ตัวกินข้าวสาร ๑ ก.ก.ต่อวัน ดังนั้น เฉพาะสุนัขจรจัด ๑ ล้านตัว จะกินข้าวสาร ๕๐,๐๐๐ ก.ก. ต่อวัน หรือ ๕๐ ตันต่อวัน

๓) ข้าวสารแบบที่บรรจุถุงละ ๕ ก.ก. หนึ่งตัน ราคา ๔๐,๐๐๐ บาท ดังนั้น ๕๐ ตันจะเป็นเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐.- บาท หรือ สองล้านบาทต่อวัน

๔) นั่นคือน้องหมา (อย่างที่ลูกสาวผมชอบเรียกสุนัขตัวโปรดของแก) หนึ่งล้านตัวในหนึ่งปี ๓๖๕ วัน จะกินข้าวคิดเป็นเงินปีละ ๗๓๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง

๕) นั่นคือตามสมมุติฐานของผม ว่าเรามีสุนัขจรจัดอยู่หนึ่งล้านตัว ถ้าเรามี สองล้านตัว ค่าข้าวของน้องหมาก็จะเพิ่มเป็น ๑,๔๖๐ ล้านบาทต่อปี และถ้าน้องหมากินข้าวมากกว่า ๕๐ กรัมต่อตัวต่อวัน ค่าข้าวน้องหมาก็จะเพิ่มขึ้นไปสูงกว่านี้อีก

นี่ก็รูปผมอีกกำลังวิ่งเล่นกับเพื่อสาวของผมชื่อ มาลี เธออยู่ข้างบ้านผมเองที่ชิคคาโก้ เธอชอปผมมากเวลาผมออกมาวิ่งเล่น เธอจะต้องออกมาเล่นกับผมทุกครั้ง เธอก็ไม่เคยกินข้าวเหมือนกัน

ที่ผมยกประเด็นมาให้เห็นนี้ไม่ได้จะชักชวนให้ท่านหาทางกำจัดน้องหมาจรจัดทั้งหลาย หรือให้เลิกให้ข้าวน้องหมาจรจัดทั้งหลาย แต่อยากจะชี้ให้เห็นว่าสมัยนี้ที่ข้าวยากหมากแพง เราต้องคิดถึงความสูญเปล่าทุกๆด้านในชีวิตประจำวันของเรา เรื่องที่เรานึกไม่ถึงบางอย่างเมื่อลองมาคิดดูดีๆแล้วจะเห็นว่าเป็นการสูญเปล่าที่น่าตกใจทีเดียว การจะลดปริมาณของสุนัขจรจัด ในประเทศไทยลงให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้โดยไม่ต้องมีใครทำบาปนั้น จะต้องปรับแนวคิดของประชาชนคนไทยจำนวนมากและใช้เวลานานเพราะเราชินกับเรื่องนี้มานมนาน แต่ต้อง เป็นเรื่องที่เราต้องเริ่มทำกันได้แล้ว เราต้องสร้างค่านิยมใหม่ และเป็นเรื่องที่ต้องร่วมมือกันทั้งประเทศ เราจะปล่อยไปอย่างนี้เรื่อยๆไม่ได้ เพราะค่าข้าวนั้นนับวันจะสูงขึ้นๆเรื่อยๆ คงไม่มีวันจะถูกกว่านี้อีกแล้ว การสูญเปล่าทางเศรษฐกิจจากการเลี้ยงน้องหมาจรจัดก็จะมีแต่สูงขึ้นๆทุกที

หลายท่านอาจจะกำลังว่าผมในใจ เพราะท่านอาจจะคิดว่าการให้อาหารสุนัขจรจัดเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง ผมไม่เถียงท่าน แต่ผมอยากจะเสนอแนวคิดใหม่ว่า การที่เรามีข้าวเหลือ ไปขายให้คนในประเทศอื่นๆที่กำลังหิวโหยและอดอยากเพราะไม่มีข้าวจะกิน จะได้บุญกว่าและมีประโยชน์กว่าไม๊? คนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นไม่เคยรู้และคิดไปก็ไม่ถึงว่าใน ประเทศที่เขาไม่มีข้าวเพียงพอที่จะกิน เขายังชีพกันอย่างไร ท่านทราบไม๊ว่าเวลาหุงข้าวสารนั้น เขาต้องเอาข้าวโพด หรือไม่ก็ถั่วเขียว หรือบางทีก็เอามันมาหั่นเป็นสี่เหลี่ยมเล็กๆผสมไปกับข้าวสาร เพื่อที่จะได้ไม่ต้อง ใช้ข้าวสารจำนวนมาก และเวลากินก็จะช่วยให้อิ่มเร็ว เวลาที่ข้าวสารแพงมากๆ แทนที่จะเป็นข้าวสารผสมมัน กลับการเป็นว่ามันต้มผสมข้าวสารคือปริมาณมันนั้นมากกว่าข้าวสาร ผมได้แต่หวังว่า คนไทยคงไม่ต้องเจอกับเรื่องที่เล่ามา

ที่นี้เราจะลดปริมาณสุนัขจรจัดกันได้อย่างไร? ผมลองร่างๆแนวคิดไว้บ้างแล้วจะนำเสนอท่านสัก ๔ ข้อ ส่วนที่เหลืออยากจะเปิดให้ท่านระดมความคิดกัน และส่งเข้ามาทางคอมเม็นท์เ ที่ท้ายบล็อกนี้ว่า เราจะมีวิธีอื่นๆอีกไม๊ในการที่จะลดจำนวนสุนัขจรจัดให้น้อยลงไปกว่านี้ หรือจะให้สุนัขจรจัดกินอะไรอย่างอื่นแทนที่จะเป็นข้าว

ข้อที่๑ เรามาเริ่มที่คนมีสตางค์ที่ชอบเลี้ยงสุนัขไว้ในบ้านก่อน เวลาที่ท่านเบื่อและจะเลิกเลี้ยง หรือโกรธที่มันกัดรองเท้าคู่ใหม่ราคาเป็นหมื่นที่ท่านเพิ่งซื้อมา

หรือมันเกิดออกลูกมาหลายตัวเลี้ยงไม่ไหว หรือด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ที่ทำให้ท่านจะเฉดหัวน้องหมาออกจากบ้านท่าน ซึ่งในชีวิตผมได้เห็นภาพอย่างนี้มามากแล้ว ผมอยากจะขอร้องว่าท่านอย่ามักง่าย อย่าเอาแค่เปิดประตูบ้านแล้วแตะน้องหมาที่ท่านเคยรักออกมาแล้วปิดประตู หรือเอาไปปล่อยวัดเท่านั้น ต่อไปนี้ท่านต้องเอาน้องหมา ของท่านไปทำหมันเสียก่อนแล้วจึงปล่อยเขาออกมา อย่าให้เขาออกมาขยายพันธุ์ต่อ ท่านต้องรับผิดชอบต่อสังคม ท่านเป็นคนสร้างปัญหาอย่าให้คนอื่นต้องมาแก้ปัญหาให้ท่าน

ข้อที่๒ ท่านที่ชอบเอาอาหารมาเลี้ยงสุนัขจรจัดตามข้างถนนเพื่อทำบุญนั้น ผมอยากจะให้ท่านช่วยทบทวนใหม่ว่าท่านกำลังทำบุญหรือกำลังสร้างกรรม (ไม่ถึงกับบาป) ให้เกิดการขยาย พันธุ์เพิ่มจำนวนสุนัขจรจัดให้มากขึ้น ถ้าท่านมีใจเมตตา ผมอยากให้ท่านเอาสุนัขเหล่านั้นไปทำหมันเสียด้วยแทนที่จะเลี้ยงให้ข้าวให้น้ำอย่างเดียว สถานที่รับทำหมันของ หน่วยราชการมีอยู่หลายแห่งที่จะรับทำหมันในราคาถูก หากท่านไม่สามารถทำได้อย่างที่ผมเสนอ ผมว่าบางทีท่านต้องศึกษาและฝึกเรื่องอุเบกขาให้มากขึ้น

ข้อที่๓ ท่านที่เลี้ยงสุนัขอยู่ในบ้านด้วยความรักบ้างไม่รักบ้าง และไม่ค่อยมีความเมตตา ปล่อยให้สุนัขของท่านออกไปวิ่งเล่นนอกบ้านเป็นวันๆ พอมันหิวถึงจะกลับมากินข้าวที่บ้าน ท่านไม่เคยเอาใจใส่ดูแลมันเลย ปีหนึ่งอาบน้ำให้มันแบบนับครั้งได้ ถ้าท่านเป็นอย่างที่กล่าว ผมขอร้องให้เอาสุนัขที่ท่านไม่ค่อยได้เลี้ยงนั้นไปทำหมันเสีย และตั้งจิตว่าถ้า ท่านยังไม่พร้อมที่จะดูแลเขาอย่างดี ต่อไปอย่าเอาสุนัขมาเลี้ยงอีก

ข้อที่๔ ขอให้ท่านที่มีความคิดว่าจะเลี้ยงหมาไว้คอยเห่าขโมยและเฝ้าบ้าน ให้ไปขอสุนัขจรจัดมาจากวัดหรือไปขอสุนัขมาจากกทม. ทำหมันให้เรียบร้อยแล้วจึงค่อยเอาเค้า มาเลี้ยงไว้เฝ้าบ้าน

ทั้งหมดสี่ข้อข้างต้นที่ผมเปิดประเด็นเสนอเป็นการนำร่องนั้น ท่านผู้อ่านมีความเห็นอย่างไรบ้าง? จะมีแนวคิด หรือวิธีการอื่นๆอีกไม๊? ช่วยกันส่งความคิดของท่านมาที่บล็อกของผมด้วย จะขอบคุณมาก สำหรับข้อเสนอของผมคงไม่ได้ทำให้จำนวนสุนัขจรจัดลดลงไปได้รวดเร็วนัก คงต้องขอฟังความคิดจากทุกท่านที่อ่านบล็อกผมว่าเราจะมีวิธีลดจำนวนสุนัขจรจัดลงได้อย่างไรอีกบ้าง

การลดจำนวนสุนัขจรจัดลง ก็เท่ากับการลดความสูญเปล่าของเศรษฐกิจไปด้วยในตัว ผมต้องขอขอบคุณท่านนักศึกษาผู้ที่เป็นเจ้าของวิทยานิพนธ์ ที่ช่วยจุดประกายความคิดให้กับผม (ตอนนี้คงจบ ไปนานแล้วและไม่ได้เป็นนักศึกษาแล้ว) ทำให้ผมนำมาขยายผลต่อให้กับท่านผู้อ่านอีกที

ผมชื่อจาว้าครับ สัญชาติบาหลีเชื้อชาติบาหลี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก่อนนี้นายผมเขาให้ผมกินข้าวกับไก่ต้ม ต่อมาผมอ้วนมากไป นายผมเขาก็เลยจับผมลดความอ้วน ให้กินหัวแคร์รอดต้มกับไก่แทน ผมเลยเอวบางร่งน้อยอย่างที่เห็นนี้ละครับ

จากเรื่องความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ผมยังได้เห็นความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจอีกอย่างหนึ่งมาสามสิบกว่าปีแล้ว เป็นความสูญเปล่าที่มันฝังอยู่ในใจของผม ที่ไม่กล้าพูดไม่กล้าบอกใคร เพราะมันเสี่ยงต่อการโดนด่ามาก แต่ตอนนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพง ผมคงต้องยอมโดนด่าในการออกมาเล่าเรื่องนี้ให้สังคมฟัง เพื่อที่จะได้หาทางปรับปรุงกัน เรื่องนี้ผมได้เห็นมาตอนผมไปบวชเป็นพระอยู่ในวัดแห่งหนึ่งในใจกลางกทม. ผมคิดว่าทุกท่านที่เคยไปบวชมาใน กทม หรือในวัดขนาดใหญ่ตามชานเมือง คงเห็นภาพเดียวกับผมมาแล้ว กล่าวคือตามวัดเหล่านี้จะมีผู้คนมาใส่บาตรมาก โดยเฉพาะในวันเสร์อาทิตย์และวันสำคัญทางศาสนา วันไหนที่มีผู้มาทำบุญมากใส่บาตรมาก ก็จะมีอาหาร เหลือเฟือมากมายในวัด โดยเฉพาะข้าวสุก พระบางองค์ก็ให้ลูกศิษย์วัดนำอาหารที่มีมากมายไปแจกชาวบ้านแถวๆวัดเป็นการทำทาน บางองค์ก็ทำทานให้กับสุนัขที่มีอยู่เต็มวัด บางส่วนก็เหลือ ทิ้งๆขว้างๆกันเต็มวัด นี่ก็คือการสูญเปล่าที่น่าเสียดาย โดยเฉพาะในสภาวะที่ข้าวยากหมากแพงอย่างทุกวันนี้ ผมเคยได้ยินการประชาสัมพันธ์ให้คนไปทำบุญตักบาตร กระจายๆกันอย่าไปทำบุญแต่ ในวันสำคัญทางศาสนาเท่านั้น แต่ก็ไม่ค่อยได้ผลเท่าไร มีการรณรงค์ให้ทำบุญด้วยข้าวสารอาหารแห้ง ก็จะมีการใส่บาตรด้วยข้าวสารอาหารแห้งกันเฉพาะวันที่รณรงค์เท่านั้น ผมอยากจะเสนอแนะ ให้ท่านทำกันเป็นนิสัยเป็นกิจจาวัตรประจำสำหรับท่านที่ใส่บาตรทุกๆวัน ขอให้ท่านใส่บาตรด้วยข้าวสุกหนึ่งวัน ใส่บาตรด้วยข้าวสารหนึ่งวัน สลับกันเช่นนี้ตลอดไป พระท่านจะได้สามารถบริหาร ของท่านได้ ส่วนในวันสำคัญทางศาสนานั้น ขอทุกท่านให้ใส่บาตรด้วยข้าวสารอาหารแห้งเท่านั้น ทั้งนี้เพราะส่วนใหญ่แล้วในวันนั้นมักจะมีผู้มาทำบุญเลี้ยงพระที่วัดอีกต่างหาก บางทีพระท่าน ก็มีผู้มานิมนตร์ออกไปฉันท์นอกวัด อาหารที่รับบาตรมาก็จะเหลือมากมาย ผมขอฝากให้ทุกท่านช่วยกันรณรงค์เรื่องนี้ด้วยครับ ถ้าเราทำได้กันเป็นส่วนมากเราก็จะได้บุญที่ทำอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่มีสูญเปล่า เพราะอาหารแห้งก็ไม่เสียเก็บไว้ได้นาน ในวันไหนที่มีคนทำบุญน้อยหรือฝนตกหนักพระท่านออกไปบิณฑบาตรไม่ได้ ลูกศิษย์ของท่านก็สามารถเอาอาหารแห้งเหล่านี้มาหุงหา และถวายให้พระท่านยังชีพได้จากข้าวสารอาหารแห้งเหล่านี้ ในกรณีที่มีมากๆจนเกินเก็บพระท่านก็จะทำบุญถวายไปตามวัดต่างจังหวัดต่อไป เราก็จะได้บุญไปด้วย และเป็นผลดีกับเศรฐกิจ ของประเทศแถมอีกด้วย

รองช่วยรณรงค์กันในเรื่องนี้หน่อยดีไม๊ครับ? ช่วยกันบอกต่อๆกันไปแบบปากต่อปาก และเวลาท่านทำบุญใส่บาตรก็อย่าลืมที่ผมเสนอก็แล้วกัน นอกจากนั้นท่านก็สะดวกเพราะไปซื้อของ เตรียมไว้ล่วงหน้าได้นานๆ วันที่จะใส่บาตรก็สะดวกไม่ต้องรีบตื่นขึ้นมาหุงข้าวต้มแกงกันให้ฉุลมุน

End

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s