FRUIT


Next Picture

วันนี้ผมจะเล่าเกี่ยวกับผลไม้ในเกาะบาหลีให้ฟัง ผลไม้ส่วนใหญ่ของบาหลีนั้นมีความคล้ายคลึงกับผลไม้ในบ้านเราเพราะอยู่ในโซนใกล้เคียงกัน มีมะม่วง ขนุน เงาะ มังคุด ทุเรียน สละและมะละกอเป็นพื้น ผลไม้อีกอย่างที่คนที่นี่นิยมบริโภคก็คือลูกอาโวกาโด้ มีปลูกกันจะแทบทุกบ้าน เข้าใจว่าจะเป็นการนำเข้าต้นพันธุ์มาจากต่างประเทศ นอกจากนั้นก็ มีการนำเข้าผลไม้จากต่างประเทศ หลายอย่างเช่น องุ่น แอปเบิ้ล สาลี่ รวมทั้งมีการนำเข้าผลไม้จากประเทศไทยหลายอย่างเช่น ลำไย ฝรั่งลูกโตๆที่เราเรียกว่าฝรั่งเวียตนาม แต่ที่นี่เขา เรียกว่าฝรั่งกรุงเทพ ฟังแล้วดูดี รวมทั้งทุเรียนหมอนทอง ที่เขาเรียกว่า Bangkok Durian อีกเหมือนกัน ที่นี่มีการนำเข้าอาหารการกินและเครื่องปรุงหลายอย่างจากเมืองไทย เขาจะใช้ ชื่อว่า Bangkok…..นำหน้าและตามมาด้วยชื่อสินค้านั้นๆ ทำให้มีความภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทย และภูมิใจว่าคนไทยก็ยังมีความเก่งอีกหลายอย่าง อาจจะมีนักการเมือง หรือข้าราช การเลวๆอยู่บ้าง แต่ก็เป็นส่วนน้อย แล้ววันหลังผมจะเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับอาหารโดยเฉพาะให้ท่านทั้งหลายฟัง วันนี้เอาเรื่องผลไม้ก่อนนะครับ

Next Picture

อย่างที่เคยเล่าไว้ว่าเกาะบาหลีนั้นอยู่ใต้เส้นศูยน์สูตร์ประมาณ ๘ องศา ดังนั้นภูมิอากาศมันจึงกลับตาลปัตรกับกรุงเทพฯที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร ๑๓ องศา ดังนั้นถ้านับจาก กรุงเทพฯ เราห่างกัน ๒๑ องศา ตามเส้นรุ้ง แต่ถ้าวัดจากจังหวัดเชียงรายที่ตั้งอยู่ที่เส้นรุ้ง ๑๙.๕๕ องศาเหนือเส้นศูยน์สูตร และเป็นจังหวัดที่อยู่เหนือสุดของประเทศไทย เราจะห่าง กัน ๒๗-๒๘ องศา ฟังดูแล้วก็ยังไม่เห็นภาพความแตกต่าง ผมจะเปรียบเทียบระหว่างจังหวัดเชียงราย กับจังหวัดปัตตานีที่ตั้งอยู่บนเส้นรุ้งที่ ๖.๕๒องศาเหนือเส้นศูยน์สูตร และอยู่ เกือบใต้สุดของประเทศไทย เหนือสุดกับใต้สุดของประเทศไทยอยู่ห่างกันประมาณ ๑๓ องศา ท่านผู้อ่านคงพอเห็นความแตกต่างของภูมิอากาศระหว่างสองจังหวัดนี้ แต่บาหลีอยู่ ห่างจากกรุงเทพฯ ๒๑ องศา มากกว่าระยะห่างระหว่างเชียงรายกับปัตตานีไปอีกแปดองศา และห่างจากจังหวัดเชียงราย ๒๗-๒๘ องศา ภูมิอากาศจะแตกต่างกันมากแค่ไหน เช่น ตอนนี้เดือนเมษายน กรุงเทพฯจะเป็นหน้าร้อนสุดๆแต่ที่บาหลี กำลังจะเข้าหน้าหนาว ซึ่งอากาศกำลังเริ่มเย็นสบายไปเรื่อยๆ ฝนที่ตกมาตลอดหกเดือนก็ทิ้งช่วงห่างลง และกำลัง จะหมด จะเวียนมาถึงหน้าฝนใหม่อีกครั้งก็เดือนพฤศจิกายน จาก การที่ภูมิอากาศมันแตกต่างกับประเทศไทยแบบคนละขั้ว ดังนั้นบรรดาต้นหมากรากไม้จึงออกดอกออกผลต่างไป จากประเทศไทยแบบหน้ามือเป็นหลังมือ พออากาศ เย็นลงกว่า นี้อีกสักหน่อยต้นมะม่วงที่นี่ก็จะเริ่มออกช่อ ในขณะที่เมืองไทยกำลังกินข้าวเหนียวมะม่วงกันอร่อย มะม่วงที่นี่ก็จะ ไปสุกกันแถวเดือนตุลา-ธันวาคม แต่มะม่วงที่นี่รสชาติไม่ค่อยอร่อยเหมือนบ้านเรา ซึ่งมีมะม่วงไม่รู้ว่ากี่ร้อยสายพันธุ์ มีทั้งกินดิบกินสุก ต้องชมเชยว่าชาวสวนบ้านเรานั้นเก่งใน เรื่องการคัดพันธุ์และผสมพันธ์พืชผลต่างๆ ที่นี่ส่วนใหญ่ก็เป็นพันธุ์ที่มีอยู่ดั่งเดิมตามธรรมชาติ พูดถึงมะม่วงไม่ทราบว่ามีหน่วยงานของรัฐหน่วยงานไหนบ้าง ที่เก็บพัธุ์มะม่วง เก่าๆของเราไว้บ้าง ถึงแม้ว่าผลผลิตจะขายไม่ได้แต่ในแง่ของสายพันธุ์ เราน่าจะเก็บไว้ แต่ก่อนนี้สมัยผมเด็กๆมีมะม่วงพัธุ์หัวกิ้งก่า ที่เวลาสุกแล้วจะหัวแดงเหมือนหัวกิ้งก่า และมี รสเปรี้ยวอมหวานอร่อย แต่เวลาดิบๆเปรี้ยวสุดๆ ไปเลย แต่เดี๋ยวนี้ไม่เคยเห็น หรือบาง สายพันธุ์อย่างตลับนาคก็ไม่ได้เห็นกันบ่อยๆแล้ว ในรัฐฟอริด้าประเทศสหรัฐอเมริกา มีมหา วิทยาลัยที่นั่นมีการเก็บมะม่วงแทบทุกสายพันธุ์ จากทั่วโลกมาปลูกเก็บไว้ใช้ในการผสมพันธุ์ใหม่ขึ้นมา มะม่วงน้ำดอกไม้ มะม่วงอกร่อง มะม่วงพันธุ์ดีๆจากเมืองไทยมีอยู่ที่นี่ทั้งนั้น มะม่วงการาบาวจากฟิลิปปินส์ มะม่วงอัลฟองโซ่จากอินเดียก็หาได้ที่นี่ พูดแล้วก็เสียดาย เวลาสัตว์แปลกๆกำลังจะสูญพันธุ์ เราจะประโคมข่าวกันมากมายขอให้คนช่วยกันอนุรักษ์ พันธุ์สัตว์เหล่านั้นไว้ ส่วนพันธุ์พืชที่ดีๆเหล่านี้น่าจะมีการอนุรักษ์ไว้บ้าง เพราะมันเป็นสมบัติของชาติที่มีค่ายิ่ง ผมรู้จักนักผสมพันธุ์กล้วยไม้คนไทยท่านหนึ่ง ที่ลงทุนลงแรงและ เสี่ยงชีวิตเดินทางไปแทบว่าจะทั่วป่าเมืองร้อนทั่วโลกเป็นเวลาหลายสิบปี เพื่อเก็บพันธุ์ กล้วยไม้แปลกๆ หายากๆ มาปลูกเก็บอยู่ในเมืองไทย เอาไว้ใช้ในการผสมพันธุ์กล้วยไม้ แปลกๆออกมา และสร้างแนวร่วมในการผสมพันธุ์กล้วยไม้ขึ้นมา จนทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการสร้างพันธุ์กล้วยไม้ลูกผสมมากที่สุดในโลก ฝรั่งเปรียบเทียบไว้ว่า ประเทศไทย จะมีกล้วยไม้ลูกผสมออกใหม่มาขึ้นทะเบียนวันละหนึ่งสายพันธุ์ทุกวัน นี่ละครับ ท่านผู้ที่มีการศึกษาและเรียกตัวเองว่าปัญญาชน ท่านทำอะไรดีๆ สร้างอะไรดีๆ ทิ้งไว้ให้ประเทศ ชาติบ้างหรีอเปล่า? ถ้าเราช่วยกันทำอะไรสักคนละอย่างสองอย่างที่ดีๆ ทิ้งไว้ให้เป็นสมบัติของประเทศบ้าง โดยประมาณเราน่าจะมีปัญญาชนที่จบปริญญาตรีขึ้น ไปอยู่ในประเทศไทยเป็นล้านคน ถ้าเรามาช่วยกันสร้างสิ่งที่ดีๆนอกเหนือจากการทำงานกินเงินเดือนไปวันๆ หรือโกงชาติไปวันๆ เราน่าจะมีสมบัติดีๆทิ้งไว้ให้ลูกหลานไทยเป็น แสนเป็นล้านชิ้นมาเถอะครับมาช่วยกันก่อนที่จะสายเกินไป ก่อนที่เราจะเป็นอย่างฟิลิปปินส์ ไม่ว่าตอนนี้ยังหนุ่มแน่นหรือแก่จนเกษียร คนเราจะแก่จะเฒ่าอายุเท่าไรก็ตาม ความคิด มันไม่ได้แก่ตามไปด้วย ช่วยตอบแทนกลับคืนให้ประเทศบ้าง ถ้าสมัยก่อนเคยโกงชาติไว้ จะกลับตัวกลับใจหันมาทำประโยชน์ให้ประเทศชาติบ้างก็ยังไม่สายเกินไป ก่อนที่กฎแห่ง กรรมจะทำหน้าที่ของมัน ขอย้อนกลับเรื่องผลไม้ต่อก่อนที่จะออกนอกเรื่องไปไกลจนกู่ไม่กลับ

Next picture

พอมะม่วงออกก็ตามมาด้วยมังคุด เงาะและทุเรียนก็จะทะยอยออกดอกและไปสุกกันแถวๆเดือนธันวาคมเป็นต้นไป มังคุดที่นี่รสชาติเหมือนเมืองไทยไม่แตกต่าง แสดงว่า มังคุดนี่ไม่มีการกลายพันธุ์ เงาะนั้นก็มีแต่เงาะสีชมภูแบบพันธุ์ดั่งเดิมที่มีในเมืองไทยสมัยผมเด็กๆก่อนที่จะมีการค้นพบเงาะพันธุ์โรงเรียน ( ถ้าท่านสนใจจะทราบประวัติของ เงาะโรงเรียน ท่านจะอ่านได้ในตอนท้ายของเรื่องนี้ )จากจังหวัดสุราษฎ์ธานีที่อร่อยกว่า จากนั้นปรากฎว่าชาวสวนบ้านเราค่อยๆเลิกปลูกเงาะพันธุ์สีชมภู จนในปัจจุบันแทบจะหา เงาะพันธุ์สีชมภูไม่เจอ แต่ทุเรียนที่นี่รสชาติเหมือนทุเรียนป่าบ้านเรา ลูกเล็ก เมล็ดใหญ่เนื้อบาง และรสชาติไม่อร่อยเหมือนทุเรียนหมอนทอง หรือก้านยาวของเมืองไทย แสดงว่า ที่นี่ไม่มีการพัฒนาสายพันธุ์ คนที่นี่นิยมกินทุเรียนที่นำเข้ามาจากเมืองไทยมาก ถึงแม้ว่ากิโลละร้อยกว่าบาทก็ตาม ร้านที่ขาย จะขึ้นป้ายเลยว่า “Bangkok Durian” สอบถามดูได้ความว่า ที่นี่ก็มีทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่มีการนำต้นเข้ามาปลูกอยู่บ้างแต่จำนวนไม่มากนัก ชาวสวนที่นี่ไม่เก่งในการติดตาขยายพันธุ์ ก็เลยมีต้นพันธุ์หมอนทองปลูกอยู่ไม่ค่อยมากนัก ผมทราบว่าเมืองไทยมีการควบคุมพันธุ์พืชที่มีชื่อเสียงและความอร่อยอยู่หลายชนิด เช่นข้าวหอมมะลิ มะพร้าวน้ำหอมสามพราน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีขอให้คุมกันจริงๆ ผมเห็นด้วย แต่พืช พันธุ์บางอย่างน่าจะมีการทบทวนกันใหม่ อย่างเช่นพันธุ์พืชที่เมื่อนำไปปลูกในประเทศอื่นๆแล้ว การผลิดอกออกผลไม่ตรงกับเมืองไทย เช่นมะม่วง ทุเรียน ลิ้นจี่ พวกนี้น่าจะมีการ ทบทวนกันใหม่ เพราะเมื่อประเทศอื่นๆนำไปปลูกแล้วผลผลิตไม่ได้ออกมาตรงกันกับผลผลิตในเมืองไทย จึงไม่ใช่คู่แข่งขันของเราตรงกันข้ามในแง่การตลาดผมเห็นว่ากลับเป็น แนวร่วมกันด้วยซ้ำ เพราะจะทำให้ผลผลิตของผลไม้ชนิดนั้นมีออกสู่ตลาดโลกยาวนานขึ้น ในยุคโลกา ภิวัฒน์เช่นทุกวันนี้คนในประเทศต่างๆก็สามารถนำเข้าผลผลิตนั้นๆมากิน กันได้ยาวนานขึ้นจนติดเป็นนิสัย

ผมขอยกตัวอย่างที่ใกล้ๆตัวให้เห็นกันชัดๆ คนญี่ปุ่นชอบกินมังคุด ก็สั่งมังคุดจากบ้านเราเข้าไป ผู้ส่งออกของเราก็หาซื้อมังคุดตั้งแต่จังหวัดปราจีนที่สุกก่อน ไล่ไปถึงระยอง จันทบุรี ตราด พอภาคตะวันออกหมดฤดู ก็ตามไปซื้อจากทางใต้ตั้งแต่สุราษ์ธานีไล่ลงไปจนถึงนครศรีธรรมราช ฯลฯ จนมังคุดหมดฤดูในประเทศไทย แต่พ่อค้าญี่ปุ่นไม่หยุด พ่อค้า ญี่ปุ่นมีการศึกษาข้อมูลดี ก็ตามไปซื้อมังคุดจากมาเลเซียต่อไป นี่ได้ข่าวว่าตามไปซื้อจากอินโดนีเซียแถบเกาะสุมาตรากันแล้ว นี่คือตัวอย่างของเรื่องมังคุดกับประเทศญี่ปุ่นประเทศ เดียว ผมจะขอยกตัวอย่างของผลไม้อีกชนิดที่คนในกลุ่มประเทศยุโรปที่มีพลเมืองหลายร้อยล้านคนที่มีสตางค์เสียด้วย นิยมกินกันมาก นั่นคือลิ้นจี่สดๆ ประเทศแรกที่มีผลผลิตออกสู่ ตลาดโลกในแต่ละปีคือประเทศจีน พอจีนหมดก็ตามมาด้วยประเทศไทย พอประเทศไทยหมดก็ตามมาด้วยประเทศมาดากาสก้าที่เป็นเกาะเล็กๆอยู่ทางเหนือของทวีปแอฟาริกา เพราะ ฉะนั้นพ่อค้าในกลุ่มประเทศยุโรปก็จะไล่สั่งซื้อไปเรื่อยๆที่ละประเทศ ดังนั้นในประเทศต่างๆในทวีปยุโรปจึงมีลิ้นจี่วางขายประมาณเก้าถึงสิบเดือนต่อปี คนยุโรปจึงคุ้นเคยกับลิ้นจี่ ทำให้ลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่ขายดี ตอนนี้ทราบว่าประเทศอิสราเอ็ลกำลังขยายกำลังผลิตลิ้นจี่เป็นการใหญ่ เพราะลิ้นจี่จากประเทศมาดากาสก้า และอิสราเอ็ลจะสุกตอนคริศมาสปีใหม่พอดี จึงทำให้ขายดิบขายดี เพราะในฤดูหนาวของยุโรปจะไม่มีผลไม้อะไรออกลูกมาให้กินกัน จึงต้องกินผลไม้นำเข้า นี่คือตัวอย่างที่เกิดขึ้นในโลกนี้ เวลาผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องการเกษตร การค้าไปต่างประเทศก็ไปศึกษาไปสังเกตุเรื่องอย่างนี้บ้าง อย่ามัวไปช็อปปิ้งอยู่อย่างเดียว ผมจะขอเตือนว่าอย่านึกว่าไม่มีหลักฐานนะครับ วันหลังผมจะเล่ารายละเอียดในเรื่องนี้ให้ ข้าราชการที่ชอบไปช็อบปิ้งของแพงๆในต่างประเทศฟังโดยเฉพาะ ตอนนี้แค่เตือนไว้ก่อนและปล่อยให้หนาวๆร้อนๆไปพลางๆ

More story

นี่คือตัวอย่างในการที่มีผลผลิตต่อเนื่องตลอดทั้งปี หรือการค้าขายที่มีพันธ์มิตรที่ช่วยกันขายทำให้ผลผลิตนั้นติดตลาด เราคนไทยต้องยอมรับความจริงกันอยู่อย่างว่าเรานั้น ทำตลาดไม่เก่ง ยกตัวอย่างให้เห็นอีกเรื่อง คือมะม่วง ประเทศไทยนั้นมีมะม่วงที่อร่อยที่สุดในโลกคือมะม่วงน้ำดอกไม้ นี่ไม่ใช่ผมพูดเองแต่เป็นคนจีนทั่วไปพูดกันอย่างนั้น ท่านไปดู ได้ราคามะม่วงที่ฮ่องกง สิงค์โปร์ และที่แผ่นดินใหญ่จีน มีมะม่วงมาจากหลายประเทศวางขาย ทั้งจากอินเดีย ออสเตเรีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย ปรากฎว่ามะม่วงน้ำดอกไม้จาก ประเทศไทยจะมีราคาสูงสุด แต่ประเทศที่ส่งมะม่วงออกมากที่สุดในโลกคือประเทศอินเดีย คนแทบทั้งโลกกินมะม่วงจากอินเดียจนกลายเป็นมาตราฐานว่ารสชาติของมะม่วงนั้นต้อง เป็นรสชาติแบบอินเดีย ดังนั้นประเทศออสเตเรีย ฟิลิปปินส์ แมคซิโกจึงต้องปลูกมะม่วงประเภทเดียวกันคือ อัลฟองโซ่ หรือการาบาว ผมเคยให้คนไทยกินมะม่วงอัลฟองโซ่ที่มีผู้

นำมาปลูกแถวๆปากช่อง ปรากฎว่าไม่มีใครชอบกิน ที่คนทั่วโลกกินมะม่วงพวกนั้นเพราะเค้าไม่เคยได้กินอะไรที่อร่อยกว่านั้นมาก่อน นี่คือบทพิสูจน์ของทฤษฎีการตลาดที่ว่า

“ของดีที่สุดไม่จำเป็นต้องขายดีที่สุด” ผู้ที่จะขายดีที่สุดคือ ผู้ที่ทำตลาดเก่งที่สุดต่างหาก ผมขอเล่าแถมเรื่องการทำตลาดมะม่วงของฟิลิปปินส์ต่ออีกหน่อย คนฟิลิปปินส์ทำ ไอสครีม มะม่วงอร่อยมากเป็นที่นิยมของคนทั่วไปและนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เขาเลยออกแบบเพคกิ้งขึ้นมาเป็นพิเศษ เป็นกล่องโฟมขนาดกระทัดรัดรูปทรงกระบอกพร้อมสายหิ้วอย่างดี สำหรับบรรจุไอสครีมมะม่วงหิ้วขึ้นเครื่องบินเป็นของฝากเพื่อนฝูงและญาตมิตร แค่นั้นยังไม่พอ เขาตั้งเค้าเตอร์ขายอยู่หน้าเกตต์ขึ้นเครื่องในสนามบินเลย เพื่ออำนวยความสะดวก ต่อผู้ซื้อ ไอสครีมก็ใส่กระป๋องเหล็กแช่แข็งเก็บไว้ในตู้แช่ พอมีคนมาซื้อเขาก็จะเอาน้ำแข็งแห้งใส่รองก้นกล่องโฟม แล้วเอาไอสครีมที่บรรจุไว้ในกระป๋องเหล็กที่มีขนาดพอดีกับ กล่องโฟมใส่ไว้ข้างบน จะเอากี่กระป๋องเขาก็บรรจุให้เรียบร้อย จากนั้นก็เอาน้ำแข็งแห้งใส่ด้านบนอีกที ปริมาณน้ำแข็งแห้งก็ตามระยะเวลาเดินทาง นี่คือวิธีการอำนวยความสะดวก ให้กับผู้ซื้อ ที่ผมถือว่าเป็นบริการที่ประทับ ใจมาก เห็นไม๊ครับเค้าคิดหาวิธีการล้วงกระเป๋าเอาเงินจากนักท่องเที่ยวได้อย่างสุดยอด และถือว่าเป็นการทำตลาดที่เยี่ยมจริง? ถ้าเพื่อคน ฟิลิปปินส์มีผู้นำที่ดีไม่โกงประเทศจนหมดตัว ผมว่าประเทศชาติเค้าคงเจริญไปกว่านี้แน่ๆ เมืองไทยของเราจะเอาอย่างเค้าบ้างไม๊ครับ? ผมหมายความถึงการทำตลาด ไม่ได้หมาย ความถึงการโกงประเทศชาติจนหมดตัว คนเอเซียที่อยากจะเอาทุเรียนแช่แข็งไปฝากพรรคพวกที่บ้าน ก็ต้องดิ้นรนขวนขวายหาซื้อทุเรียนเอาเอง หาแพ็คกิ้งเอง น้ำแข็งแห้งก็ไม่รู้จะ ไปหาซื้อ ที่ไหน? ในที่สุดก็มีอยู่ไม่กี่คนที่มีความสามารถ จะเอาทุเรียนแช่แข็งไปฝากพรรคพวกได้ นี่แหละครับคนไทยอยู่กันสบายๆคิดเองไม่ได้ ลอกแบบเค้าก็ไม่เอา ในสนามบิน ก็เอาแต่คิดค่าเช่าเปิดร้านกันแพงหูดับ ผูกขาดกันอยู่ไม่กี่เจ้า ผู้ที่มีร้านค้าอยู่ในสนามบินอยู่แล้วจะลองคิดเรื่องแบบนี้บ้างไม๊ครับ? หรือจะเอาแต่ขายสินค้าแบรนด์เนมมันง่ายดี

ตัวอย่างข้างต้นนั้นคือเรื่องของแนวร่วมในการผลิตสินค้า ว่าเป็นการทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักให้แพร่หลายมากที่สุด โดยเฉพาะผลไม้แปลกๆจากเอเชียที่ชาวต่างชาติไม่รู้จัก เกิดมาก็ไม่เคยเห็นแม้แต่รูป คนไทยเรานั้นไม่ค่อยรู้จักขนบธรรมเนียมการกินอยู่ของฝรั่งจึงทำตลาดไม่ถูกจุด พวกท่านด็อกเตอร์ทั้งหลายที่เล่าเรียนศึกษามาจากต่างประเทศเป็น สิบๆปี ก็ไม่ค่อยได้มาสนใจเรื่องเหล่านี้ ผมเคยเดินสายโปรโมท์ให้ชาวสวนแถวระยอง จันทบุรี ให้ใช้ตะกร้อสอยมังคุดเพื่อให้มังคุดมีคุณภาพระดับส่งออกเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน (สมัยก่อน เขาเขย่าต้นให้ลูกตกแล้วเก็บ ง่ายดีและเร็วดี แต่คุณภาพไม่ดี) ผมถามคำถามกับชาวสวนประมาณร้อยกว่าคนในห้องประชุมสัมมนาว่า ใครคิดว่าพวกฝรั่งเฉพาะ ที่ชอบ ซื้อมังคุดของเรานั้น เขากินมังคุดกันปีละกี่กิโลกรัม? คำตอบที่ได้นั้นมีตั้งแต่ ๑ จนถึง ๑๐ กว่ากิโลต่อปี เพราะเราชินกับการกินผลไม้ที่มีราคาถูกและอุดมสมบูรณ์ เรามักจะซื้อกันมา ครั้งละหลายๆกิโล และนั่งกินกันจนกว่าจะอิ่มหรือหายอยาก บางท่านกินทุเรียนทีละหลายลูก (คนเดียว) พอผมเฉลยว่าเขากินมังคุดกันปีละ ๔-๘ ลูกต่อครอบครัวต่อปีเท่านั้น เขาจะ ซื้อมากินเวลามีเทศกาลพิเศษ เป็นการฉลองอะไรก็แล้วแต่ หลังกินอาหารเย็นเสร็จแล้ว แม่บ้านก็จะยกมังคุดออกมาให้สมาชิกในครอบครัวที่มีประมาณโดยเฉลี่ยสี่คน มาแจกคนละ ลูก เพราะฉะนั้นมังคุดของเราทุกลูกร้อยเปอร์เซ็นต์เมื่อเวลาที่ผ่าออกมาแล้วต้องดี สวย และอร่อย เพราะถ้าเกิดผ่าออกมาแล้วมีบางลูกไม่ดีก็จะเกิดปัญหาวุ่นวายในครอบครัวได้ และเขาก็จะไม่ซื้อมัคุดของเราอีกต่อไป พอชาวสวนเขารู้และเข้าใจในวัฒนธรรมของผู้บริโภค เขาก็ปฎิบัติตาม ปฏิบัติตามอย่างดีจนกระทั่งอีกหลายปีต่อมา ผมไปเดินแถวตลาด อ.ต.ก. เห็นมังคุดหน้าตาสวยงาม ผิวสวยเป็นมันแผลบ ผมถามราคาจากแม่ค้า เธอบอกว่ากิโลละ ๖๐ บาท และโฆษณาสรรพคุณตามด้วยว่า “นี่มังคุดสอยนะคะ สวยทุกลูกคะรับรองได้”

 

ที่ผมยกตัวอย่างเรื่องนี้ก็เพราะต้องการให้เห็นว่าการผลิตผลไม้มันเป็นฤดูการที่สั้นๆในแต่ละปี เราต้องร่วมมือกับประเทศต่างๆที่พิจารณาว่าเป็นแนวร่วม ช่วยกันทำให้ผล ผลิตนั้นมีกินกันตลอดทั้งปี เช่น มะม่วง กล้วยหอม เป็นต้น ที่มีกินกันตลอดทั้งปีทั่วโลกไม่ว่าจะในยุโรป อเมริกา แคนาดาและญี่ปุ่น ส่วนลิ้นจี่นั้นมีขายมากในตลาดยุโรป ผลไม้อีก ชนิดที่กำลังมาแรงในตลาดโลกได้แก่ แก้วมังกรที่เดิมมีปลูกกันในเวียตนามเป็นหลัก ปัจจุบันนี้ไต้หวัน เมืองไทย มาเลเซีย มีกำลังผลิตสูงมาก คาดว่าในไม่ช้าจะเป็นผลไม้ที่มีกินกัน ตลอดปีในตลาดโลก ดังนั้นเราลองมาพิจารณากันว่าจะส่งออกต้นพันธุ์ ทุเรียนดีๆของเราออกเอาเงินเข้าประเทศก่อนเป็นเรื่องแรก เอาให้มีทุเรียนดีๆกินกันทั้งปีทั่วเอเซียและทั่ว ออสเตเรียที่มีภูมิอากาศกลับขั้วกับประเทศไทย เพื่อให้คนเอเซียที่มีกระจายอยู่ตามประเทศต่างๆทั่วโลก โดยเฉพาะคนจีน คนเวียตนามและคนฟิลิปปินส์ที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่งใน โลกได้กินกันให้มันเหม็นไปหมดทั้งโลกเลย ดีไม๊ครับ? พอฝรั่งเค้าชินกับกลิ่นก็จะหันมากินทุเรียนกันเอง แบบเดียวกับที่ฝรั่งนิยมกินเนยแข็งบางชนิดที่เหม็นยิ่งกว่าปลาร้า พอคน ไทยได้กลิ่นก็เผ่นหนีแทบไม่ทัน ทั้งๆที่คนไทยก็กินปลาร้า แต่ฝรั่งกับชอบกิน เพราะความเคยชิน พอหลายๆประเทศเป็นแนวร่วมกันผลิตทุเรียน ก็จะเป็นแนวร่วมกันทำตลาดไป โดยอัตโนมัติ ในที่สุดแล้วทุเรียนจากประเทศไทยก็จะครองโลก เช่นเดียวกับข้าวไทยที่ครองโลกอยู่ในขณะนี้ พี่น้องชาวระยอง ชาวจันทบุรี ลองคิดดูนะครับ เพราะเราเองนั้นทำ ตลาดไม่เก่ง ดังตัวอย่างที่เราเห็นมาแล้วตั้งแต่มะม่วง หรือทุเรียนที่เราพยายามทำ ตลาดกันมาเป็นยี่สิบปีมาแล้วก็ไปได้แค่ระดับหนึ่งในกลุ่มประเทศเอเซียเท่านั้น แต่ยังไม่สามารถ เจาะตลาดฝรั่งได้ทั่วโลก

 KIWI FRUIT

ผมจะขอเล่าตัวอย่างเรื่องจริงในการทำตลาดผลไม้ที่ประสพความสำเร็จที่สุดและผมถือว่าเป็นสุดยอดของการทำตลาดเลยทีเดียว แต่มีคนไม่มากนักที่ทราบเรื่องนี้ เพื่อให้ เห็นความสำคัญของการทำตลาดแบบรวมกันทำ ผลไม้นี่ชื่อว่า ลูกกีวี้ ผลสีน้ำตาลอ่อนมีขนสั้นๆ ผลมีขนาดและรูปร่างพอๆกับไข่เป็ดใบใหญ่ๆ เวลาบอกเปลือกออกแล้วภายในเป็น สีเขียวใสๆ คิดว่าท่านพอจะนึกภาพออกแล้ว ถ้านึกไม่ออกลองไปดูที่ซุปเปอร์มาร์กเก็ตที่เซ็นทรัล หรือที่ฟูดแลนด์ ลูกกีวี้นี้มีขายกันทั่วโลกและฝรั่งนิยมกินกันมาก ปัจจุบันปลูกกัน ทั่วไปตั้งแต่นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย อิสสราแอล อเมริกา และอีกหลาย ประเทศในแอฟาริกา เดิมนั้นประเทศนิวซีแลนด์เป็นประเทศที่ปลูกและส่งออกมากที่สุดในโลก ทั้งๆที่ผลกีวี้ นั้นไม่ได้เป็นผลไม้ท้องถิ่นของนิวซีแลนด์ ท่านทราบหรือไม่ว่าดั้งเดิมนั้น ผลกีวี้ เป็นผลไม้พื้นเมืองของจีนแผ่นดินใหญ่ ชื่ออย่างเป็นทางการนั้นชื่อว่า “ไชนีส-กูซเบอรี่” งอกงาม อยู่ตามพื้นที่สูงในประเทศจีน ต่อมามีชาวนิวซีแลนด์เจอเข้าในเมืองจีนแล้วโดนใจ เลยเก็บเอาพันธุ์ไปปลูกในนิวซีแลนด์ได้ผลดี ก็พยายามส่งออกโดยใช้ชื่อว่า “ไชนีส-กูซเบอรี่” ตามต้นฉบับ ปรากฎว่าขายเท่าไรก็ขายไม่ออกตลาดไม่นิยมกินกัน ในที่สุดได้ส่งให้บริษัทผู้นำเข้ากล้วยหอมยักษ์ใหญ่ในเยอรมันเป็นผู้ทำตลาดให้ บริษัทฯนี้ดูรายละเอียดแล้ว หัวเราะก๊าก บอกว่าชื่อยาวแบบนี้ฝรั่งจำไม่ได้ ออกเสียงก็ยาก จะไปขายได้อย่างไร เจ้าพ่อการตลาดเลยเปลี่ยนชื่อเสียใหม่เป็น ลูกกีวี้ ตามชื่อนกที่มีชื่อเสียงของนิวซีแลนด์ รวมทั้งเอา รูปนกกีวี้มาทำเป็นโลโก้ โปรโมท์ผลไม้นี้ด้วย เพียงไม่กี่ปีหลังจากนั้นก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าในตลาดยุโรป ต่อจากนั้นก็ขายไปทั่วโลก ทั้งๆที่รสชาติก็ไม่เอาไหน เทียบไม่ได้กับมังคุด ของเราเลย ต่อมาประเทศอื่นๆก็นำพันธุ์เข้าไปปลูกกันบ้าง เลยยิ่งทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นมากมายจนได้ชื่อว่าเป็นผลไม้ที่ขายดีที่สุดในโลก นี่ละครับผลของการทำตลาดที่ดี และมีแนว ร่วมช่วยกันผลิต ถึงแม้รสชาติจะไม่ได้เรื่องก็ตาม นี่แหละครับข้อยืนยันว่าของที่ อร่อยที่สุดดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องขายดีที่สุด

หันกลับมาดูทุเรียนบ้านเราบ้าง ถ้าท่านตัดปัญหาเรื่องกลิ่นออกไป รสชาตินั้นสุดยอดจริงๆทั้งหวาน ทั้งมัน คนเอเซียแทบทั้งทวีปยกเว้นคนอินเดียต่างก็หลงไหลในเสน่ห์ ของทุเรียนกว่าร้อยละ๙๐ ผมเคยไปโปรโมท์ตลาดขายทุเรียนที่แคนนาดาอยู่ห้าวัน ปรากฎว่าทุกวันจะมีผู้หญิงชาวลาวอายุมากแล้วจะมาซื้อทุเรียนของผมวันละลูกทุกวัน แกบอกว่า เป็นคนลาวอพยพมาอยู่ที่แคนนาดา ไม่ได้กินทุเรียนมานานแล้ว แกลงทุนแคะกระปุกเอาเงินที่เก็บไว้ออกมาซื้อจนเงินหมด ต้องไปขอลูกๆหลานๆมาพอซื้อได้วันละลูก อีกเรื่องหนึ่ง เวลาหน้าทุเรียน ในปารีส ประเทศฝรั่งเศสมีการนำเข้าทุเรียนวันละเป็นสิบตัน เพื่อขายให้กับชาวเวียตนามและชาวลาวอพยพที่อยู่ในฝรั่งเศส จนกระทั่งเวลาเข้าไปในบริเวณถิ่นที่ อยู่ของชาวเอเซีย จะได้กลิ่นทุเรียนฟุ้งทั่วไปหมด ปัจจุบันมีชาวฝรั่งเศสไม่น้อยเริ่มชอบกินทุเรียนกันแล้ว โดยเฉเพาะคนที่มีภรรยา หรือเพื่อนฝูงเป็นชาวเอเซีย และนับวันก็จะเพิ่ม มากขึ้นทุกที

ที่เล่ามาทั้งหมดก็อยากจะให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายลองทบทวนดูใหม่อีกครั้ง ถึงผลดีผลเสียในการห้ามส่งออกต้นพันธุ์ทุเรียนหมอนทอง และทุเรียนพันธุ์ดีๆออกจากเมืองไทย

แล้วลองดูว่าสมควรจะยกเลิกไม๊? แต่หากท่านที่ใจร้อนรอการดำเนินงานของรัฐไม่ไหวไม่รู้ว่าเมื่อไรจะคลอด และท่านมีความรู้ความชำนาญในการขยายพันธุ์ทุเรียน ท่านมาที่นี่ได้ เลย เมล็ดพันธุ์ทุเรียนป่ามีมากมายสามารถนำมาเพาะเป็นต้นสต็อกได้ ท่านจับมือร่วมหุ้นกับชาวสวนที่มีต้นทุเรียนหมอนทองขนาดใหญ่อยู่แล้ว ใช้ต้นของเขาในการติดตาเสียบ ยอดได้โดยไม่ต้องเอาต้นพันธุ์มาจากเมืองไทยอีก เฉพาะที่ขายต้นพันธุ์ที่นี่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเงินเท่าไรแล้ว ไม่ต้องรอส่งออกไปยังประเทศอื่นๆอีกทั่วโลก ผมไม่ได้ยุให้ทำลายชาวสวน ทุเรียนในเมืองไทย แต่จากประสพการณ์ในเรื่องตลาดผลไม้ของผมนั้น ผมยืนยันว่าประเทศต่างๆนั้นมีเวลาที่ผลผลิตออกไม่ตรงกันกับประเทศไทยเนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่แตก ต่างกัน การขยายพันธุ์แบบนี้จะทำให้การขายทุเรียนของไทยดีขึ้นมากว่าแต่ก่อนด้วยซ้ำ และไม่ต้องง้อแต่ตลาดฮ่องกงและประเทศจีนเท่านั้น ทั้งได้เงินจากการขายต้นพันธุ์มาก่อน แล้ว อีกหลายปีกว่าผลผลิตจากต้นพันธุ์เหล่านั้นจะออกสู่ตลาด ท่านทราบไม๊ครับว่าเดี่ยวนี้คนไทยเราไปปลูกทุเรียนหมอนทองกันบนเกาะตรุเตาเพื่อให้มีผลผลิตออกในช่วงเดือน ธันวาคม และขายได้ราคาดีที่กรุงเทพฯ ไม่แน่นะครับอีกหน่อยเราอาจจะนำเข้าทุเรียนหมอนทองจากเกาะบาหลีในช่วงที่ประเทศไทยไม่มีผลผลิตก็ได้ นี่แหละครับ ผมก็ชี้ช่องทางทำ มาหากินให้ท่านไปเรื่อยๆ ท่านคิดว่า อะไรเหมาะกับท่านก็ลงมือทำกันเลย ใครทำก่อนก็รวยก่อนแล้วกัน

 

ประวัติเรื่อง “เงาะโรงเรียน” สำหรับผู้สนใจ

ผมขอเล่าเรื่องเงาะโรงเรียนไว้ที่นี่สักหน่อย เพื่อคนรุ่นใหม่ที่ไม่ค่อยจะทราบกัน เรื่องนี้มันเกิดขึ้นกะๆประมาณว่าแถวๆปี๒๕๐๐-๒๕๐๕ เอาว่าประมาณ ๔๐กว่าปีมาแล้ว เพราะไม่มีใครจดบันทึกไว้แน่นอน ก่อนอื่นต้องอธิบายกันก่อนว่าเงาะร้อยละ๙๙ที่วางขายกันในตลาดทั่วไปในปัจจุบันนั้นเป็นเงาะโรงเรียน ลักษณะพิเศษของเงาะโรงเรียน หรือเงาะที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้ จะมีขนสีเขียวที่โคนและค่อยจางลงจนกลายเป็นสีชมภูออ่นที่ปลายขน ทุกคนคุ้นเคยกับเงาะชนิดนี้ดีจนแม่ค้าไม่ต้องโฆษณาอีกต่อไปว่า นี่คือเงาะ โรงเรียน แม้กระทั่งแม่ค้าที่ขายถ้าอายุน้อยๆก็อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่คือเงาะโรงเรียน เพราะในตอนหลังก็เลยเรียกกันสั้นๆว่า “เงาะ” ส่วนเงาะพันธุ์ดั่งเดิมที่คนไทยบริโภคกันมา ก่อนหน้านั้น จะมีผิวสีชมจัด ขนยาวและสีชมภูตลอด ตอนนี้เพื่อให้คนเห็นความแตกต่าง ชาวสวนหรือแม่ค้าบางรายจะเรียกว่า “เงาะสี” หรือ “เงาะสีชมภู”

เอาละเมื่อเข้าใจกันตามนี้แล้วก็จะเล่าถึงถิ่นกำเหนิดของเงาะโรงเรียนกันต่อไป เมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน ที่อำเภอนาสาน จังหวัดสุราษฎ์ธานี มีการทำสวนเงาะสีชมภูกันมากมาย

จัดว่าเป็นแหล่งผลิตเงาะขนาดใหญ่ในภาคใต้ ในบริเวณใกล้ๆกับตลาดที่อำเภอนาสานมีโรงเรียนประจำอำเภอตั้งอยู่โรงเรียนหนึ่ง ชื่อโรงเรียนอะไรผมก็จำไม่ได้ซะแล้ว ท่านผู้อ่าน ท่านใดที่เป็นคนใต้และทราบชื่อโรงเรียนนี้จะช่วยบอกมาเพื่อเป็นหลักฐานเก็บไว้ ผมจะขอบคุณมาก ในโรงเรียนนี้มีต้นเงาะขึ้นอยู่หลายต้น จะขึ้นเองหรือจะมีใครมาปลูกไว้ ก็สุด จะเดา แต่มีอยู่ต้นหนึ่งที่รสชาติและเนื้อที่เรากินกันแตกต่างกว่าเงาะต้นอื่นๆมาก กล่าวคือเนื้อจะล่อนออกจากเม็ดง่าย และมีรสหวานไม่อมเปรี้ยวเหมือนเงาะสีชมภู สรุปว่ารสชาติก็ เป็นอย่างที่ท่านกินกันอยู่ทุกวันนี้แหละ ส่วนเงาะสีชมภูนั้นเนื้อจะติดเมล็ดมาก กว่าจะแทะออกมาได้จะติดอยู่ที่ซอกฟันหน้าของเรา และอีกหลายส่วนก็ยังติดอยู่กับเมล็ด คล้ายๆกับที่ เนื้อปุยขาวๆของกระท้อนติดอยู่กับเมล็ดนั่นแหละ เด็กนักเรียนที่นี่ก็มักจะเก็บเงาะจากต้นนี้มากินกันและรู้จักในความอร่อยของมันเป็นอย่างดี ทุกอย่างก็เป็นไปตามวงจรชีวิตอัน ปกติของวิถีชีวิตแบบชาวบ้านที่อยู่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ ปีแล้วปีเล่า ไม่รู้ว่ากี่สิบปีผ่านไป นักเรียนรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่เรียนจบจากโรงเรียนนี้ก็กลับไปทำสวนเงาะกันตามปกติเช่นที่พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ทำกันมาแต่ในอดีต เรื่องเงาะโรงเรียนจะไม่เป็นที่รู้จักไปทั้งประเทศไทยเลย ถ้าไม่เกิดเหตุที่ว่า วันหนึ่งโรงเรียนที่ว่านี้จะมีการขยาย ต้องสร้างอาคารใหม่ให้รับ นักเรียนเพิ่มมากขึ้น และจะต้องตัดต้นไม้ในโรงเรียนไปหลายต้นเพื่อก่อสร้างอาคารเรียน ซึ่งรวมทั้งเงาะที่แสนอร่อยต้นนี้ด้วย เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันที่เคย ลิ้มรสเงาะต้นนี้ รวมๆแล้วคงจะหลายร้อยคนอยู่เหมือนกันก็นึกเสียดายความอร่อยของเงาะที่จะไม่ได้กินกันอีกต่อไป ก็เลยไปเจรจากับโรงเรียน (คงไม่ได้มีการตั้งตัวแทนไปประท้วง อะไรกันแบบปัจจุบันหรอกครับ) ว่าขอให้ชะลอการตัดเงาะต้นนี้ออกไปก่อนสักสามสี่เดือน เพราะศิษย์เก่าอยากจะขอตอนเอาเงาะต้นนี้ไปปลูกกันที่สวนเก็บไว้กินด้วยความเสียดาย

โรงเรียนก็ไม่ขัดข้อง ก็มีการตอนเอาเงาะต้นนี้ไปปลูกกันที่สวนของศิษย์เก่าไม่น้อยทีเดียว จากนั้นก็มีการขยายพันธุ์กันออกไปเรื่อยๆแบบค่อยๆเป็นค่อยไป พอผลผลิตจากเงาะต้นที่ มาจากโรงเรียนเริ่มออกมา ปริมาณก็มากเกินกว่าที่จะบริโภคในครัวเรือนก็มีการนำออกมาขาย และเพื่อที่จะให้ผู้ซื้อทราบสรรพคุณว่านี่คือเงาะต้นพิเศษที่มาจากโรงเรียนที่รู้จักกันดี ในอำเภอนาสาน ผู้ขายจะบอกว่าเป็นเงาะต้นที่มาจากโรงเรียนนะ แต่ชาวใต้ที่มีนิสัยไม่ชอบพูดอะไรยาวๆอยู่แล้วก็เลยตัดให้สั้นเข้าๆ ก็เลยเหลือแค่ “เงาะโรงเรียน” เป็นอันรู้กัน เนื่องจากรสชาติและความสะดวกในการกินก็เลยมีแต่คนถามหากันแต่เงาะโรงเรียน ในไม่ช้ากฎเกณท์ของ ดีมานต์และซัพพลายก็มีผลเกิดขึ้น ราคาของเงาะโรงเรียนก็ขายได้สูงกว่า

เงาะสีชมภูที่ปลูกกันดาษดื่นในสมัยนั้น ก็เกิดการขยายการปลูกเงาะโรงเรียนในอำเภอนาสานกันขนานใหญ่ ต่อมากิตติศัพท์ก็โด่งดังไปยังอำเภออื่นในจังหวัดสุราษฎร์ฯ และก็ไปยัง จังหวัดอื่นๆในภาคใต้ ต่อมาข่าวคราวเรื่องเงาะโรงเรียนโด่งดังไปถึงภาคตะวันออกของประเทศไทยที่เป็นแหล่งปลูกเงาะใหญ่อีกแห่งของประเทศไทย ชาวสวนแถวจังหวัด ระยอง จันทบุรี ตราด ก็แห่ไปซื้อต้นพันธุ์จากนาสานมาปลูกกันบ้าง ขนาดในปี๒๕๒๖-๒๕๒๗ ผมลงไปเที่ยวจังหวัดจันทบุรี ยังเห็นราคาของเงาะสีอยู่ที่ ๓-๓.๕๐ บาทต่อ ก.ก. ขณะที่ราคา เงาะโรงเรียนอยู่ที่ ๑๐ กว่าบาทต่อ ก.ก. ด้วยเหตุนี้สวนเงาะโรงเรียนจึงขยายตัวขึ้นรวดเร็วยิ่งกว่าไฟรามทุ่ง จนทำให้เงาะสีจึงแทบจะไม่เหลืออยู่อีกแล้ว

ผมได้เจอกับชาวสวนเก่าๆที่อำเภอนาสานเมื่อสองสามปีก่อน ยังคุยกันถึงยุคทองของชาวนาสานที่ขายทั้งต้นพันธุ์ ทั้งลูกเงาะของเงาะโรงเรียนต้นนี้จนร่ำรวยกันไปไม่รู้กี่ สิบราย นี่แหละครับประวัติของเงาะโรงเรียน ที่เกิดขึ้นจริงที่โรงเรียนแห่งอำเภอนาสาน ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าใครมาปลูกไว้ตั้งแต่เมื่อใด แต่ถ้าจะให้เรื่องตื่นเต้นสมกับเป็นเรื่องที่เล่าขาน กันมา และในเวลาอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าพอคนที่อยู่ในเหตุการณ์ล่วงลับกันไปตามวัยหมดแล้ว เรื่องนี้ก็คงจะกลายเป็นนิยายพื้นบ้านที่คนรุ่นหลังไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่? ผมก็เลยอยากจะตีไข่ใส่สีกันซะตอนนี้ไปเลยว่า “เนื่องจากคนนาสานเป็นคนดี มีศีลธรรม ทำบุญทำทานมามาก เทวดาท่านก็เลยมาตอบแทนด้วยการเสกต้นเงาะให้กลายเป็นเงาะ พิเศษ ให้ชาวนาสานได้ร่ำรวยกันทั่วหน้า”

 

2 responses to “FRUIT

  1. Dear P’Gai and Porn,
    Just be informed by Oraphan about P’Gai’s blog. I really enjoy your articles kha, P’Gai. They are very interesting and informative.

    How come you both are in Bali!
    I haven’t heard much about you may be because Stat Gang do not have much activities these days.
    For how log will you stay in Bali?

    I served the 3rd Asia-Pacific Population Commission at Bali in August 1982. I hope Bali hasn’t changed much.
    About native fruits of Indonesia, I love SALAG (ส-หลัก) which it’s form is like our SALA (สละ) or RAGUM (ระกำ) but it’s taste is totally different.

    I haven never known that P’Gai is an inventor and a writer. Your articles are very useful so I have them printed.
    I’m glad that P’Gai’s blog could keep us in touch.

    Hope you both are in good health.
    -Goi

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s