สบู่ดำ-มาช่วยกันทำให้เกิด


บู่ดำ-มาช่วยกันทำให้เกิด

วันนี้ของดพาไปเที่ยวอีกสักครั้งหนึ่งนะครับ  เพราะใจมันไม่ค่อยสบายเนื่องจากเปิดเน็ตอ่านข่าวจากเมืองไทย เห็นแต่ละข่าวมีแต่ ความยุ่งเหยิง นักการเมืองก็ มีแต่ทะเลาะ กันยังกับเด็กเล็กๆ โตจนจะแก่ตายแล้ว เป็นถึงรัฐมนตรีก็ยัง…ด้านออกมาพูดว่าผมไม่รู้กฎหมาย ผมไม่ออก นี่หรือครับวุฒิภาวะของรัฐมนตรีประเทศไทย คนที่พรรค รัฐบาลเห็นว่าดี ที่สุดที่จะเข้า มาบริหารประเทศ

อ่านข่าวต่อไปอีกเจอน้ำมันราคาขึ้นอีกแล้ว ขึ้นไปถึง US$ 120 ต่อบารเลิล์ และมีคนออกมาบอกว่าจะขึ้นไปถึง US$ 200ต่อบารเลิล์ ในอนาคตอันใกล้  ตอนนั้นเราก็คงจะ ได้เห็นน้ำมันในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณลิตรละ 80.00 บาท  ชาวนาที่ต้องใช้น้ำมันกับเครื่องมือการเกษตรต้องรับเคราะห์กรรมอีก ไม่เห็นมีข่าว อะไรที่รัฐบาลหรือข้าราชการจะ วางแผนการ ที่ปฏิบัติได้ทันทีในการช่วยชาวนา  ส่วนใหญ่แล้วก็แก้แบบเอาเงินเข้าอุดหนุนเพื่อไม่ให้ขึ้นราคา ซึ่งก็ เป็นวิธีการแก้แบบขอไปที ไม่มีการทำอะไรให้มันได้ประโยชน์ จริงจังแบบที่ เป็นการแก้ปัญหาระยะยาวแบบที่เป็นรูปธรรมโดยเร็ว

ผมได้ติดตามข่าวของเมืองไทยในการที่จะนำน้ำมันจากเมล็ดสบู่ดำมาใช้กับเครื่องมือการเกษตรเช่นรถไถเป็นต้น  มานานกว่า๕ ปีแล้ว ยังเถียงกันไม่จบว่าคุ้มทุนหรือไม่?

นักวิชาการเกษตรที่เป็นข้าราชการก็ว่าของท่านไป แต่ฟังดูก็ไม่ได้ชี้ชัดว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม กล่อมๆแกล้มๆไปเหมือนอะไรมันคับปาก คับใจอยู่ เขียนให้คนอ่านตีความกันเอง  ผมสงสัยว่าเกษตรกรที่ท่านไม่ถนัดในการตีความ เพราะท่านถนัดแต่ตีควาย ท่านจะเข้าใจไม๊เนี่ย? ส่วนนักวิชาการที่เป็นเอกเทศที่ไม่รับผลประโยชน์จากใครก็ฟันธงกันตรงไปตรงมา ว่าไม่คุ้ม ส่วนนักวิชาการที่อยู่กับบริษัทฯที่จะให้เกษตรกรลงทุนปลูกเอาเมล็ดมาขายให้กับบริษัทฯ ก็เขียนแบบชักนำให้หลงเข้าใจผิดไปว่าคุ้มทุนแน่ๆ

ผมเห็นประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว และอินเดียที่เขาไปกันไกลมากแล้วในเรื่องนี้ และมีทีท่าว่าจะทำเป็นอุตสาหกรรมได้สำเร็จก่อนไทยด้วยซ้ำไป เพราะค่าแรง ของเขาถูก ทำให้ลดต้นทุนการผลิตได้มาก จึงคุ้มค่าต่อการลงทุน และน้ำมันที่ได้ก็มีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลล์มาก

ผมในฐานะนักวิชาเกิน แต่เป็นนักปฏิบัติที่มีประสบการณ์ในโครงการระดับชาติมามากมายคนหนึ่ง อดรนทนดูต่อไปไม่ไหว ต้องขอออกมาเล่าถึงสิ่งที่ผมได้ศึกษาไว้ใน การแก้ปัญหาเรื่องน้ำมันที่ใช้ในการเกษตรแทนการไปเที่ยวอีกสักวัน เพื่อที่เกษตรกรไทยจะได้ผลประโยชน์  เพื่อที่ท่านผู้อ่านหลายๆท่านอาจจะเห็นด้วยกับแนวคิดของผม และไป ทดลองทำดู  เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องร่วมมือกันระหว่าง อบต. อบจ. หรือสหกรณ์ หรือวัด หรือโรงสีข้าว หรือมูลนิธิต่างๆ และชาวนา สบู่ดำจึงจะเกิดได้ จึงจะได้ผลเร็วในทาง ปฏิบัติ วิธีการแก้ด้วยการใช้น้ำมัน สบู่ดำมาทนแทนการใช้ น้ำมันดีเซลล์กับเครื่องยนตร์หมุนช้า ซึ่งเหมาะกับเครื่องมือการเกษตรหลายอย่างนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่ผมคิด ฝันขึ้นเอง เป็นเรื่องที่มีการวิจัยทดลองกันมาแล้วหลายหน่วยงาน ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ และต่างยอมรับว่าทางเทคนิคแล้วได้ผลจริงๆ  สิ่งที่ติดค้างคือการจะทำให้เกิด เป็นรูปธรรมในเชิงปฏิบัติขึ้นมานั้นมันทำกันไม่ได้ เพราะติดปัญหาเรื่องการจัดการและบริหารราคาขายของน้ำมันสบู่ดำ พวกนักธุระกิจก็หวังจะกอบโกยเอากำไรเข้าตัวจากเกษตรกร จากการหลอกลวงขายพันธุ์ จากการบวกกำไรมากๆจนในที่สุดราคาของ น้ำมันสบู่ดำก็ไม่ได้ถูกกว่าน้ำมันดีเซลล์มากนัก และไม่ทำให้เกิดแรงจูงใจกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

สำหรับนักวิชาการท่านก็คิดแต่การทำแบบฝรั่ง แบบไฮเทค ต้องมีการลงทุนในการตั้งโรงหีบโรงกลั่นสูง ทำให้โครงการเกิดไม่ได้ เพราะยังไม่ฟีซซิเบิล (ยังไม่คุ้มทุน) และต้องรอเงินงบประมาณการลงทุนจากรัฐบาล มันก็เลยชะงักงันกันอยู่แค่ในห้องทดลอง กับการทำกันเล่นๆพอแถลงข่าวให้เป็นผลงานออกมาทางหน้าหนังสือพิมพ์ เพื่อที่จะได้ อ้างว่าผมทำแล้ว ซึ่งนักวิชาการเกษตรบ้านเราถนัดนักในเรื่องแปลงทดลอง เพราะในชีวิตท่านทำเป็นแค่แปลงทดลอง ท่านไม่เคยได้ทำอะไรแบบแปลงอุตสาหกรรม ขนาดเป็นร้อย ไร่มาเลยในชีวิต เพราะฉะนั้นท่านมองภาพตั้งแต่ต้นกระบวนการจนจบไม่ออก มีคนเปรียบเทียบว่า “ท่านจะมองเห็นแต่ใบไม้ แต่ท่านจะไม่เห็นป่า”

ก่อนที่ผมจะเล่าถึงวิธีการดำเนินการแบบลูกทุ่งของผม ที่ผมขอยืนยันว่าผมทำได้ผลมาแล้วกับการใช้สะเดาในการกำจัดแมลง (มันเกี่ยวกันไม๊ เนี๊ย?) รับรองว่ามันเป็นเรื่อง ของวิธีการปฏิบัติที่เป็นวิถีชีวิตของเกษตรกรไทยและทำได้แน่นอน  ผมจะขอเล่าเรื่องทางวิชาการของสบู่ดำสักเล็กน้อย ตามแบบลูกทุ่งของผม ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องวิธีการแก้ปัญหา เพื่อให้ท่านที่ไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับสบู่ดำได้เข้าใจ และจะได้อ่านเรื่องวิธีการที่ผมจะเล่าได้สนุกไปด้วยกัน ท่านที่รู้แล้วก็ข้ามไปก็ได้

สบู่ดำ (หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Jatropha Curcas) เป็นพืชชนิดหนึ่งที่มีต้นโตขนาดต้นกฐินณรงค์  หรือต้นมะม่วงขนาดกลาง สูงประมาณ ๒-๗ เมตรเข้าใจว่าเป็นพืชที่ ชาวต่างชาตินำเข้ามาปลูกในประเทศไทยสมัยอยุธยา เพราะแหล่งกำเหนิดจริงๆนั้นอยู่ในอเมริกาใต้  ในสมัยนั้นมีการติดต่อค้าขายกับพวกโปรตุเกส และฮอลันดา (ฮอแลนด์) กันค่อนข้างมาก ในสมัยก่อนที่จะมีอุตสาหกรรมทำสบู่ที่หาซื้อกันสะดวกสบายอย่างทุกวันนี้ ฝรั่งจำไม่ได้ว่าชาติไหนเป็นผู้คนพบว่า  ถ้าเก็บเอาไอ้เจ้าเมล็ดดำๆจากต้นไม้ชนิดนี้แล้ว ไปหีบเอาน้ำมันสีดำๆออกมา ไอ้เจ้าน้ำมันสีดำๆนี้สามารถเอาไปใช้ในการล้างทำความสะอาดได้ แต่จะต้องผ่านกรรมวิธีใดก่อนหรือเปล่า ผมไม่ทราบ ถ้าใครอยากค้นคว้ารายละเอียด ต่อ เข้าไปค้นได้ที่ “วิกกี้พีเดีย” เพราะฉะนั้นพวกฝรั่งในสมัยนั้นก็ติดนิสัยในการใช้เจ้าน้ำมันสีดำๆนี้แหละ  เวลาเดินทางไปทำมาค้าขายที่ไหนนานๆก็ต้องเอาเจ้าเมล็ดสบู่ดำไปด้วย และเอาไปปลูกไว้เก็บเมล็ดมาใช้  คนไทยในสมัยนั้นคงเห็นกรรมวิธีของฝรั่งก็เลยเรียกเจ้าต้นไม้ชนิดนี้ว่าสบู่ดำไปเลย ตามลักษณะที่เห็น ต่อมาเมื่อไม่นานมานี้มีผู้ค้นพบว่าไอ้เจ้า น้ำมันชนิดนี้ นอกจากจะเอาไปทำสบู่แล้ว  หากเอาไปกรองเอาสิ่งสกปรกออก แล้วเติมลงในเครื่องยนตร์ดีเซลล์หมุนช้าแบบสูบเดียว เช่นเครื่องไถนา หรือเครื่องรถอีแต๋นของ ชาวนาบ้านเรานั้น ซึ่งกระทรวงเกษตรบอกว่ามีอยู่ประมาณ ๓.๗ ล้านเครื่อง จะใช้กันได้โดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนตร์ หรือผสมสารเคมีอื่นใดเลย และเครื่องยนตร์ก็ ไม่เสียหาย ด้วย ประสิทธิภาพก็ไม่แตกต่างกันนัก ถ้าคิดเฉลี่ยว่าเครื่องยนตร์พวกนี้ใช้น้ำมันปีละ ๑๐๐ ลิตรต่อเครื่อง (ตัวเลขจากกระทรวงเกษตรอีกเหมือนกัน) ถ้าคิดราคาน้ำมัน ดีเซลล์ที่ลิตรละ ๔๐ บาท ซึ่งเป็นราคาที่ไม่เกินความจริงนัก เราจะใช้น้ำมันในการทำนาไปเกือบๆ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี หรือตีออกมาเท่ากับข้าวสารที่เราส่งออกประมาณ 1.5 ล้านตัน

ฟังดูแล้วมันดูดีจังเลย อย่างที่ฝรั่งเค้าพูดว่า “ทู กู๊ด ทู บี ทรู” แล้วทำไมมันถึงไม่มีใครเอามาใช้แทนน้ำมัน ให้อาหรับมันเจ๊งไปเลยละ? มันฟังดูง่ายครับ แต่มันมีข้อจำกัด และติดปัญหาในด้านการจัดการอยู่หลายอย่าง  ที่ต่างคนต่างคิด เสร็จแล้วมันก็เกิดไม่ได้สักที อย่างที่ผมพูดไปแล้วคร่าวๆในตอนต้น

ผมจะขอฟันธงแบบไม่มีอะไรมาติดปากติดคอกันไปเลยว่า “ในประเทศไทยนั้น น้ำมันจากเมล็ดสบู่ดำไม่มีทางที่จะมีราคาถูกกว่า ลิตรละสี่สิบบาทได้ ถ้าจะทำกันใน รูปอุตสาหกรรมการเกษตร และให้ทุกฝ่ายอยู่ได้” เพราะฉะนั้นมันจึงยังเกิดไม่ได้ถ้าน้ำมันดีเซลล์ราคาไม่สูงเกินกว่า ลิตรละ๔๐ บาท ผมจะพูดถึงปัญหาและข้อจำกัดของมันทีละข้อ ดังนี้

ก) แนวคิดและข้อมูลที่นักธุระกิจพูดให้เกษตรกรฟังเพื่อหันมาปลูกสบู่ดำส่งโรงงานผลิตน้ำมันสบู่ดำ

๑) เมล็ดสบู่ดำจำนวน ๔ กิโลกรัมจะนำมาหีบแล้วได้น้ำมันหนึ่งลิตร

๒) สบู่ดำต้นโตขนาดกลางๆจะให้ผลผลิตปีละ ๐.๕ – ๑.๐  กิโลกรัมต่อต้น นั่นคือเมล็ดที่เก็บได้จากหนึ่งต้นในหนึ่งปีจะหีบน้ำมันได้เพียง๐.๑๒๕- ๐.๒๕ลิตร

๓) ในหนึ่งไร่เราจะปลูกสบู่ดำได้จำนวน ๑,๖๐๐-๑,๘๐๐ ต้น นั่นก็คือ ในพื้นที่หนึ่งไร่เราผลิตเม็ลดสบู่ดำได้ ๘๐๐- ๑๘๐๐ กิโลกรัมต่อปี

๔) ถ้าเราคิดว่าราคาน้ำมันสบู่ดำให้ถูกกว่าน้ำมันดีเซลล์ โดยสมมุติให้อยู่ที่ลิตรละ ๓๐.๐๐ บาท

๕) เมื่อเราคิดทอนกลับตามสัดส่วนแล้วจะพบว่า เราต้องซื้อสบู่ดำได้ในราคาที่สูงสุดไม่เกินกิโลกรัมละ ๗.๕๐ บาท (๓๐บาท หารด้วยสี่) ซึ่งยังไม่ได้ หักค่าจัดการและค่าโสหุ้ยต่างๆ นั่นก็คือ การปลูกสบู่ดำหนึ่งไร่จะทำเงินให้เกษตรกรเพียง ๖,๐๐๐- ๑๓,๕๐๐ บาทต่อปี  ทำอะไรอย่างอื่นได้ผลตอบแทนดีกว่านี้เยอะแยะ

ปัญหาซ่อนเร้นที่นักธุระกิจไม่บอกชาวบ้าน

1) รายได้ที่ได้รับต่อปียังไม่ได้หักค่าแรงที่ใช้ในการเก็บเมล็ดสบู่ดำ ที่เป็นเมล็ดขนาดเล็กๆ มีน้ำหนักเบา และต้องใช้เวลาในการเก็บช้ามาก ซึ่งเมื่อหักค่าแรงแล้ว จะคุ้มกับราคาซื้อที่กิโลกรัมละ ๗.๕๐ บาทหรือเปล่ายังไม่รู้? แต่ที่แน่ๆหากคิดตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ร้อยกว่าบาทต่อวันนั้นไม่คุ้มแน่นอน และหากซื้อแต่เฉพาะ เมล็ดก็จะต้องมีกระบวนการในการเอาเมล็ดออกมาจากผลสบู่ดำที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มไปอีก

2) ยังมีค่าต้นพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่าแรงปลูก ค่าผลประโยชน์ในการใช้พื้นที่เมื่อเทียบกับการปลูกพืชอย่างอื่น โดยเฉพาะข้าวที่มีราคาดีมากในขณะนี้

3) โรงงานจะขายต้นพันธุ์ให้เกษตรกรในราคาต้นละ๓๕ บาท ที่บอกได้ว่าแพงเกินความเป็นจริงไปหลายเท่า

สรุปก็คือ มันเป็นไปไม่ได้ในตัวเลขดังกล่าว นอกเสียจากจะขายน้ำมันสบู่ดำให้มีราคาสูงขึ้นจนถึงประมาณ ๖๐.๐๐ บาทต่อลิตร อาจจะทำให้โครงการตามแนวคิดของนักธุระกิจนี้ เป็นไปได้ แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลล์ยังไม่ถึง ๖๐.๐๐ บาทต่อลิตร คงต้องรอไปก่อน

ข) แนวคิดของนักวิชาการ

1. ต้นสบู่ดำเป็นพืชที่ขึ้นได้ดีในพื้นดินที่ไม่ต้องมีความอุดมสมบูรณ์ และทนต่อโรคและความแห้งแล้ง ดังนั้นถ้าไปปลูกในพื้นที่ ซึ่งปลูกพืชอย่างอื่นไม่ได้ก็จะทำให้ ไม่ต้องแข่งขันกับการปลูกพืชอย่างอื่น

2. ไปหาพื้นที่ซึ่งมีแรงงานราคาถูก เพื่อให้ราคาค่าจ้างในการเก็บเมล็ดสบู่ดำต่ำลง (พูดกันแบบชาวบ้านก็คือเอาแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำนั่นเอง)

3. ปรับปรุงสายพันธุ์ให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น

4. ปรับปรุงวิธีการสกัดเอาน้ำมันออกมาจากเมล็ดสบู่ดำให้ได้น้ำมันมากยิ่งขึ้น (มากกว่าอัตราที่ได้หนึ่งลิตรจากเมล็ดสบู่ดำสี่กิโลกรัม)

ปัญหาที่เกิดขึ้น

1. ต้องทำโครงการขนาดใหญ่จึงจะคุ้มทุน ซึ่งต้องการเงินลงทุนสูงและต้องขอเงินลงทุนจากรัฐบาล

2. การปรับปรุงสายพันธุ์ต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะได้ผล

3. การใช้เทคสูงในการสกัดต้องใช้เงินลงทุนสูงในการสร้างโรงงาน และต้องผลิตที่ปริมาณมากๆจึงจะทำให้ต้นทุนเฉลี่ยในการสกัดต่อลิตรลดลง

4. การขนส่งน้ำมันปริมาณมากๆออกสู่ตลาดและการบริหารจัดการจะทำให้ราคาต้นทุนของน้ำมันสบู่ดำสูงขึ้นไปอีก

สรุปก็คือ ต้องใช้เวลาอีกนานต้องรอไปก่อน จนกว่าการปรับปรุงสายพันธุ์จะประสบผลสำเร็จ จนกว่าจะได้งบประมาณ จนกว่าราคาน้ำมันดีเซลล์จะสูงขึ้นจนเกิดความเป็นไปได้

ค) แนวทางการดำเนินการของผมที่ยึดแนวทางแบบเศรษฐกิจพอเพียง

1. ให้ชาวนาแต่ละบ้านปลูกต้นสบู่ดำตามแนวรั้ว ตามแนวคันนา ตามขอบถนนที่ไม่ได้ปลูกต้นไม้อย่างอื่น ให้ปลูกต้นสบู่ดำตามวิธีนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เอาไว้เก็บเมล็ดมาหีบเอาน้ำมันสบู่ดำมาใช้เอง เหลือใช้แล้วจึงขายให้เพื่อนบ้านที่ขาดแคลน สูตรของผมก็คือที่ดินหนึ่งไร่ ถ้าปลูกโดยรอบตามขอบที่ดิน ที่ระยะห่าง

๒ เมตรต่อต้น จะปลูกได้ประมาณ ๘๐ ต้น  ต้นสบู่ดำ ๘ ต้นจะให้เมล็ดมาหีบเอาน้ำมันได้ ๑ ลิตร ต่อปี (จำไว้ง่ายๆ ๘ ต้นได้ หนึ่งลิตร เพราะเราปลูกแบบเทวดาเลี้ยง ไม่ได้ใส่ปุ๋ย ไม่ได้ลดน้ำ) ถ้าใครใช้น้ำมัน ๑๐๐ ลิตรต่อปี ก็ปลูก ๘๐๐ ต้น นี่ละครับสูตรแบบลูกทุ่งของผม เหลือใช้ก็ขาย ไม่พอก็ซื้อเพิ่มเติมนิดหน่อย อย่าไปปลูกทำเป็น แปลงใหญ่โตเพื่อขายเมล็ดเป็นอันขาด มันยังไม่คุ้ม ตามที่โรงงานออกมาโฆษณาชวนเชื่อ

2. เมื่อมีผลผลิตให้ใช้แรงงานในครอบครัวที่มักจะสูญเปล่า เช่นแรงงานจากลูกหลังจากเลิกเรียน แรงงานจากปู่ ย่า ตา ยาย และแรงงานตนเองยามว่างจากการ ทำอย่างอื่น มาเก็บเมล็ดสบู่ดำ

3. เมื่อเก็บได้ให้รวบรวมไว้จนได้ปริมาณพอสมควร เวลาไปตลาด หรือไปที่ว่าการตำบล ให้เอาเมล็ดที่เก็บได้ไปหีบที่เครื่องส่วนกลาง และกรองเอาน้ำมันใส่ถังกลับมาใช้

กากเมล็ดที่หีบแล้วก็นำมาใช้เป็นปุ๋ยกับต้นไม้อื่นๆต่อไป

ปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามแนวทางที่ผมเสนอและแนวทางแก้ปัญหา

1. การจัดหาและการลงทุนเครื่องหีบน้ำมันส่วนกลางที่จะติดตั้งไว้ให้เกษตรกรใช้ ใครจะเป็นผู้ลงทุน

2. น้ำมันสบู่ดำที่ได้จากที่ดินของตนเองอาจจะไม่พอเพียงต่อการใช้ในครัวเรือนของตน

3. การแก้ปัญหาที่ผมได้ทำมาได้ผลมาแล้วกับการจัดการที่คล้ายคลึงกัน

· เครื่องหีบน้ำมันสบู่ดำขนาดเล็กที่เหมาะต่อการใช้งานแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่คนไทยเราผลิตได้เองนั้นมีราคาอยู่ระหว่าง เจ็ด-แปดหมื่นถึงแสนต้นๆ ซึ่งแน่นอนที่ชาวนารายใดรายหนึ่งจะลงทุนเองย่อมไม่คุ้มทุน แต่ถ้าหากมีองค์กรกลางเป็นผู้ลงทุนให้ ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงนักสำหรับเครื่องราคาขนาดนี้ องค์กรกลางที่ว่านี้อาจจะเป็น

i. อบต.ที่ของบประมาณมาจาก อบจ. ซึ่งเป็นงบที่อบจ.อยู่ในวิสัยและหลักการที่จะจัดสรรให้ได้ไม่ยาก หรือ

ii. สหกรณ์การเกษตรที่มีอยู่ในชุมชนนั้น หรือ

iii. โรงสีข้าวที่ไม่เห็นแก่ตัว เพราะตนเองก็ได้ประโยชน์ผลกำไรจากการค้าข้าวกับชาวนามากมายอยู่แล้ว เครื่องราคาแสนบาทไม่ทำให้ท่านขนหน้าแข้ง ล่วงไปสักกี่เส้น และเป็นการตอบแทนให้กับสังคมอีกด้วย

iv. แม้กระทั่งวัด ถ้าหลวงพ่อตามวัดหากท่านอยากจะช่วยให้ชาวบ้านได้อยู่รอด ท่านก็ช่วยได้ ดูแต่สมภารกร่างในเรื่องไผ่แดงของหม่อมคึกฤทธิ์ซิ เวลาชาวบ้านเดือดร้อนท่านก็ยังออกมาช่วยแก้ปัญหา เพราะถ้าชาวบ้านอยู่ไม่ได้ พระก็อยู่ไม่ได้ ชาวบ้านก็ไม่มีเงินจะทำบุญตักบาตร ท่านจะดู ประวัติศาสตร์ได้ ว่าทุกครั้งที่ชาวบ้านเดือดร้อนพระท่านจะออกมาช่วยเหลือเท่าที่ท่านจะช่วยได้อย่างที่บางระจันเป็นต้น  ถ้าถามว่าพระจะเอา เงินมาจาก ไหน ก็ตอบว่าง่ายนิดเดียว แค่ท่านบอกบุญถอดผ้าป่าเท่านั้นก็เพียงพอจะซื้อเครื่องได้แล้ว บางวัดสร้างโบสถ์เป็นล้านๆบาทยังทำกันมาแล้ว ท่านเอาเงินมาจากไหน ท่านก็บอกบุญกับชาวบ้านนั่นแหละ ชาวบ้านที่เคยทำบุญกับท่านนั้นกำลังเดือดร้อน อย่าว่าผมสอนพระเลย ผมขอเสนอให้ ท่านคิด  ผมมันเถรข้างวัดไม่กลัวนรกอยู่แล้ว

v. มูลนิธิต่างๆที่อยากจะเข้ามาช่วยชาวนา

· จากนั้นก็ติดตั้งเครื่องหีบไว้ ณ ที่หน่วยงานที่ลงทุนจัดหาเครื่องหีบน้ำมันมาให้ ส่วนค่าใช้จ่ายในการหีบก็แล้วแต่ท่านจะตกลงกันเอง

· หากท่านผู้ใดเห็นว่าวีธีการของผมน่าสนใจและมีหน่วยงานพร้อมที่จะจัดหาเครื่องหีบน้ำมันมาให้แล้ว สิ่งที่ต้องทำก่อนอื่นก็คือต้องประชุมชี้แจงให้เกษตรกร ในชุมชนนั้นทราบถึงแนวทางการใช้น้ำมันสบู่ดำ ตลอดจนวิธีการทั้งหมด และชี้ให้เห็นว่าเกษตรกรจะประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องน้ำมันได้เท่าไร เพราะปลูก ตอนนี้กว่าจะเห็นผลก็อีกหนึ่งปี ปัญหาที่สำคัญคือเรื่องนี้ใครจะเป็นโต้โผตัวตั้วตัวตีในการเป็นแม่งาน เพราะมันไม่มีผลประโยชน์อะไรมาเข้ากระเป๋าแม่งาน เลย มีแต่เหนื่อยและเข้าตัว มีแต่ต้องเสียสละ ผมได้คิดเรื่องนี้ไว้แล้วครับ อยู่แต่ว่ากลุ่มคนที่ผมมองเห็นว่าจะเป็นตัวตั้งตัวตีที่จะเสียสละได้นั้น เขาจะได้อ่านแนว คิดของผมหรือเปล่า? เมื่ออ่านแล้ว เขาจะเอาด้วยหรือเปล่า? กลุ่มคนเหล่านั้นคือ

i. ท่านสมาชิกอบต. หรือสมาชิก อบจ. ถ้าท่านทำได้ท่านจะได้คะแนนเสียงในการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ไม่ต้องไปซื้อเสียงอีกต่อไป

ii. หน่วยงาน เอ็นจีโอ ต่างๆที่มีอยู่เกลื่อนเมือง หรือท่านจะเอาแต่งานสบายๆหรอกเอาเงินอุดหนุนจากฝรั่งไปวันๆ ด้วยการสร้างข่าวให้มีลงในหนังสือ พิมพ์บ่อยๆ

iii. ลูกหลานเกษตรกรที่มาเรียนหนังสือหนังหาจนได้ปริญญาแล้วไม่กลับไปทำนา มาทำงานนั่งออฟฟิตอยู่ในกรุงเทพฯ ท่านจะไม่กลับไปช่วยพ่อ แม่ พี่ น้อง ของท่านที่บ้าน ที่กำลังเดือดร้อนบ้างหรือ? ท่านช่วยได้โดยไม่กระทบกระเทือนกับงานของท่านในกรุงเทพฯ ท่านช่วยได้ในช่วงเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุด

iv. นักศึกษาที่ออกค่ายอาสากันทุกๆปี ทุกวันนี้ท่านไปช่วยสร้างสะพาน สร้างโรงเรียนให้กับชาวบ้านอยู่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เป็นการเสียสละ อย่างสูงอยู่แล้ว ท่านจะลองทำโครงการนี้ดูบ้างไม๊? โปรดลองพิจารณาด้วยครับ ถ้ามีโครงการตัวอย่างเกิดขึ้นสักแห่งสองแห่ง ผมว่าจะมีการขยายตัว ตามกันอย่างรวดเร็วทีเดียว ท่านช่วยเป็นแนวหน้าบุกเบิกให้หน่อย

· ผมขอเล่าเรื่องการจัดการวิธีนี้ที่ผมทำสำเร็จมาแล้วกับการใช้เมล็ดสะเดาปราบศัตรูพืชให้ท่านฟังเพื่อเป็นตัวอย่างว่าไม่ได้โม้ หรือฝันเอาเอง ผมเคยทำธุระกิจ ส่งออกผักไปต่างประเทศอยู่ประมาณสิบกว่าปี ผักที่ ผมส่งออกนั้นไม่มีปัญหาในเรื่องสารพิษตกค้างเกินกว่าข้อกำหนด แต่ก็มีสารตกค้างอยู่ไม่มากนัก ผมได้ รับการขอร้องจากผู้นำเข้าให้พยายามลดการใช้สารเคมีในการปราบศัตรูพืชให้น้อยลงไปอีกถึงแม้ว่าจะยังไม่เกิดปัญหาก็ตาม  ผมก็ไปหารือกับกลุ่มเกษตรกร เพื่อให้ลองใช้เมล็ดสะเดาที่เริ่มมีการทดลองใช้ในการปราบศัตรูพืชกันบ้างแล้วในตอนนั้น เกษตรกรเข้าใจและจะทำการทดลองใช้ เมล็ดสะเดา ที่หาได้ง่ายๆ ในแถบนั้นในการปราบศัตรูพืช ขั้นตอนก็คล้ายกับการหีบน้ำมันสบู่ดำ ชาวบ้านต้องเอาเมล็ดสะเดามาตำหยาบๆแล้วเอาไปแช่น้ำไว้หนึ่งคืน จากนั้นก็จะเอาน้ำ ที่แช่เมล็ดสะเดามาผสมน้ำให้เจือจางลงและไปฉีดที่แปลงปลูก

ปรากฎว่าประมาณอาทิตย์กว่าๆผมได้รับแจ้งจากหัวหน้ากลุ่มเกษตรกรว่า ขอหารือเรื่องการใช้สะเดาปราบศัตรูพืชหน่อย จากการหารือกันพบว่าการใช้ น้ำที่แช่เมล็ดสะเดานั้นได้ผลดี แต่มีปัญหาในการจัดการ กล่าวคือเกษตรกรตำเมล็ดสะเดากันไม่ไหว เพราะมันแข็งและมีกลิ่นฉุน คนที่ตำได้กลิ่นมากๆแล้วกิน ข้าวไม่ได้  เกษตรกรอยากจะให้หาเครื่องบดมาให้เกษตรกรใช้ในการบดเมล็ดสะเดา   ผมก็เลยต้องสวมวิญญาณวิศวกรเก่าไปเดินเวิ้งหาซื้อเครื่องบดเมล็ดสะเดา มาให้เกษตรกร หลังจากสองอาทิตย์เครื่องบดเมล็ดสะเดาใช้มอเตอร์ไฟฟ้าที่ผมจ้างช่างโมดิฟายมาจากเครื่องบดเนื้อก็สำเร็จเรียบร้อยด้วยราคาค่าใช้จ่าย ประมาณห้าพันบาทเมื่อยี่สิบปีก่อน หลังจากส่งเครื่องบดเมล็ดสะเดาเข้าไปให้เกษตรกรทดลองใช้แล้วประมาณหนึ่งเดือน ผมตามเข้าไปดูพบว่าทุกอย่างได้ผลดี

ผมก็เดินสายไปประชุมกับเกษตรกรกลุ่มอื่นๆอีก พร้อมกับบอกว่าถ้าในกลุ่มไหนมีสมาชิกมาแสดงความจำนงค์ว่าจะใช้น้ำสะเดาในการปราบศัตรูพืชเกินกว่า ยี่สิบคน ผมจะเอาเครื่องบดเมล็ดสะเดามาติดตั้งให้ใช้กันฟรีๆหนึ่งเครื่อง ผลปรากฎว่าได้รับการตอบรับจากเกษตรกรเป็นอย่างดี ผมก็เอาเครื่องไปติดให้เกือบ ทุกกลุ่ม

วิธีการที่เขาจัดการกันก็คือ เกษตรกรแต่ละรายก็จะซื้อเมล็ดสะเดาเก็บไว้ที่บ้านของตนเอง เวลาเขาจะบดเมล็ดเขาก็เอาเมล็ดสะเดาใส่ถุงขี่รถมาที่กลุ่ม แล้ว เอาเมล็ดสะเดาให้ลูกหลานเกษตรกรที่กลุ่มจ้างไว้ทำหน้าที่บดเมล็ดให้ โดยคิดค่าบดกิโลกรัมละหนึ่งบาท แบ่งเป็นค่าแรงเด็กห้าสิบสตางค์ และค่าไฟฟ้าห้าสิบ สตางค์ ตัวเขาก็จะไปทำธุระอย่างอื่น เสร็จแล้วก็กลับมารับเมล็ดสะเดาที่บดแล้วกลับบ้าน จะเห็นว่าเกษตรกรนั้นเขายินดีทำทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน แต่ขอให้มีความสะดวก เพราะพวกเขานั้นทำงานตัวคนเดียวและไม่มีเวลาว่างมากนักที่จะต้องมาเสียเวลาไปกับการบริหารจัดการในเรื่องต่างๆ  นี่คือตัวอย่างที่ ผมทำสำเร็จมาแล้ว

หากเราใช้แนวทางเดียวกันนี้มาจัดการกับเรื่องน้ำมันสบู่ดำ ตามแนวทางที่ผมเล่ามาแล้วทั้งหมด โดยเข้ามาช่วยกันคนละไม้คนละมือ ผมเชื่อเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าการใช้ น้ำมันสบู่ดำกับเครื่องมือการเกษตรนั้นเกิดได้แน่นอน และในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย ส่วนวิธีการของนักวิชาการก็เป็นเรื่องที่ดี ให้ท่านวิจัยของท่านต่อไป เพราะในระยะยาวแล้ว เราต้องการปรับปรุงสายพันธุ์ ที่ปัจจุบันมีอยู่กว่าร้อยสายพันธุ์ เราต้องการผลผลิตต่อต้นที่มากขึ้น เราต้องการโครงการณ์ขนาดใหญ่ แต่ตอนนี้เราต้องรีบทำอะไรกันเร็วๆ ก่อนเพื่อ บรรเทาความเดือดร้อนของชาวนา เราจะรอจนน้ำมันลิตรละ ๘๐ บาทไม่ได้ เพราะมันจะช้าเกินไป ขนาดที่เรากำลังจะเริ่มตอนนี้ กว่าจะเป็นรูปเป็นร่าง เริ่มเห็นผลบ้างก็ไม่ต่ำกว่า อีกหนึ่งปี  และสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ก็จะง่ายต่อการขยายต่อยอดขึ้นไปยังโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต ที่นักวิชาการวางแผนไว้

สำหรับท่านผู้อ่านอีกหลายท่าน เมื่ออ่านเรื่องนี้แล้วท่านก็อยากจะช่วยแต่มองไม่เห็นว่าจะช่วยได้ตรงไหน ผมขอรบกวนท่านช่วยกระจายแนวความคิด ของผมไปยังกลุ่ม คนที่ผมได้ระบุไว้ข้างต้นด้วย ถ้าท่านไม่รู้จักคนพวกนั้นเลย ผมก็วานท่านบอกกันต่อๆไปให้มากที่สุด ผมเชื่อว่าคนไทยหกสิบกว่าล้านคน คงจะมีผู้เสียสละลงมาช่วยเกษตรกร บ้างละครับ

ก่อนจะจบเรื่องนี้ผมจะขอเล่าข่าวเรื่องโครงการสบู่ดำในประเทศอินเดียให้ท่านฟัง ท่านจะได้ทราบว่าเวลาที่ผู้ที่มีวุฒิภาวะเขาทำงานกันเพื่อประเทศชาติ เขาทำกันอย่างไร อินเดียได้มีการวิจัยทดลองเรื่องสบู่ดำมาหลายสิบปีมาแล้วจนเป็นที่แน่ใจว่า ในทางเทคนิคแล้วเป็นไปได้ ต่อมาประมาณห้าปีที่แล้ว กระทรวงเกษตร และกระทรวงพลังงานได้ร่วมมือ กันวางแผนการผลิตน้ำมันสบู่ดำ โดยตั้งเป้าว่าจะปลูกสบู่ดำให้ได้ในพื้นที่หนึ่งล้านเฮคต้า โดยการปลูกตามไหล่ถนน ตามป่าเสื่อมโทรม ที่เป็นพื้นที่ของรัฐบาลและรัฐบาลปลูกเอง โดยให้ชาวบ้านในบริเวณนั้นที่ต้องการมีรายได้จากการเก็บเมล็ดสบู่ดำมาขายให้รัฐบาล มาลงทะเบียนรับเป็นผู้ดูแลต้นสบู่ดำและเก็บผลผลิต ตามจำนวนต้นเท่าที่ตนจะมีกำลังทำได้ การที่รัฐบาลอินเดียใช้วิธีนี้เพราะในอินเดียมีคนจนมากมายที่ไม่มีอาชีพ ที่รัฐบาลอินเดียปวดหัวอยู่กับคนพวกนี้ ถ้าเขาสามารถเอาคนกลุ่มนี้ที่มีอยู่หลายสิบล้านคนมาทำประโยชน์ได้ จะทำให้ประเทศอินเดียมี จีดีพีของประเทศสูงขึ้นอีกมาก ค่าแรงจากคนกลุ่มนี้มีต้นทุนต่ำ ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันสบู่ดำมีต้นทุนที่ต่ำกว่าประเทศไทยมาก รัฐบาลอินเดียจะเป็นผู้ดำเนิน การหีบเอาน้ำมันสบู่ดำมาขายและรับรองว่าจะขายน้ำมันสบู่ดำในราคาที่ถูกกว่าราคาน้ำมันดีเซลล์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ และตั้งเป้าว่าต่อไปอินเดียจะเป็น ผู้ส่งออกน้ำมันสบู่ดำที่ใหญ่ที่สุด ในโลก  แม้แต่อินเดียยังจะใช้พื้นที่ซึ่งปลูกอะไรอย่างอื่นไม่ได้มาปลูกสบู่ดำ

อาหรับจ๋า ทราบแล้วเปลี่ยน

รัฐบาลไทยจงโกงกันต่อไปจนชาติ ….บหาย  หรือไม่ก็กัดกันต่อไปจนตายกันไปข้างหนึ่ง

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ผมค้นเจอจากข่าวในเน็ต มีบริษัทฯเกาหลีร่วมกับบริษัทคนไทยจะไปลงทุนในประเทศลาวให้คนลาวปลูกสบู่ดำ และจะรับซื้อที่ราคา ๖๐๐ กีบต่อกิโลกรัม

(๒.๐๐ บาท) คาดว่าจะเริ่มมีผลผลิตในปลายปีนี้ เห็นไม๊ครับ? คนเกาหลีเค้ารู้ว่าปลูกในเมืองไทยมันไม่คุ้ม เนื่องจากค่าแรงคนไทยนั้นวันละร้อยกว่าบาท  ส่วนในลาวนั้นค่าแรงมัน ยังถูกอยู่ เห็นไม๊ครับ เรามาทำกันแบบเศรษฐกิจพอเพียงโดยปลูกเองใช้เองไปก่อน ความลำบากอยู่ที่ต้องช่วยกันหาคนมาลงทุนเครื่องหีบเมล็ดมาใช้ในส่วนกลางเท่านั้น

ผมจะให้ข้อมูลจำเพาะเกี่ยวกับสบู่ดำเพิ่มเติมที่ผมได้มาจาก “หมอเกษตร-ทองกวาว” เพื่อให้ท่านได้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น

· ในลูกสบู่ดำหนึ่งผล (โปรดดูภาพ) จะมีเมล็ดที่จะนำมาหีบเอาน้ำมัน ขนาดยาว ๑.๗-๑.๙ ซม. กว้างประมาณ ๐.๘-๐.๙ ซม. อยู่สามเมล็ด

· เมล็ดขนาดที่ว่านี้จำนวนประมาณ ๑,๒๐๐ เมล็ดจึงจะมีน้ำหนัก ๑.๐ กิโลกรัม หมายความว่าต้องเก็บผลสบู่ดำมาประมาณ ๔๐๐ ผล จึงจะได้เมล็ด ๑,๒๐๐ เมล็ด

· เมล็ดจำนวน ๑๒,๐๐๐ เมล็ด น้ำหนักประมาณ ๑๐ กิโลกรัม จึงจะหีบเอาน้ำมันมาได้ประมาณ ๒.๕ ลิตร ที่จะเอาไปใช้เติมเครื่องยนตร์

· เวลาพูดถึงราคารับซื้อของโรงงาน ขอให้ระบุข้อมูลให้ชัดเจนว่าจะซื้อผลสดพร้อมเนื้อที่มีความสุขขนาดไหน? หรือซื้อผลแห้งที่ความชื้นขนาดไหน? หรือซื้อเฉพาะเม็ดที่ไม่มีเนื้อติด? เพราะแต่ละแบบนั้นเกษตรกรมีต้นทุนต่างกันทั้งสิ้น นี่คือส่วนที่ผมสงสัยว่าทำไมถึงอ้ำอึ้งกันนักหนา พูดกันกำกวมอยู่นั่น แหละ ทำไมไม่พูดกันออกมาตรงๆว่าจะเอายังไงกันแน่ ถ้ามีความจริงใจมีเจตนาบริสุทธิ์จริงๆ

· เวลาที่จะเอาต้นทุนจากอินเดียมาคำนวนเปรียบเทียบ อย่าใช้แต่เพียงเอาอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทกับรูปีมาคำนวน ต้องคำนึงถึงว่าค่าครองชีพ และอัตราค่าแรงของอินเดียนั้นต่างจากเมืองไทยมากๆ และอินเดียเค้าใช้แรงงานสูญเปล่ามาทำโครงการนี้

· ต้นสบู่ดำนั้นในสองสามปีแรกจะให้ผลผลิตต่ำ ผลผลิตจะสูงขึ้นตั้งแต่ปีที่สามเป็นต้นไป

ผมได้แต่หวังว่าจะมีท่านผู้อ่านในประเทศไทยนำแนวคิดของผมไปขยายผลและนำไปปฏิบัติจนชาวนาไทยได้รับผลประโยชน์ ก่อนที่จะสายเกินไป ก่อนที่เราจะตกเป็นทาส ของอาหรับ หากในอนาคตอันใกล้นี้ ราคาน้ำมันขึ้นไปถึง ๖๐ บาท ๘๐ บาท ต่อลิตร ชาวนาไทยจะได้ไม่ต้องสนใจ วันนั้นชาวนาไทยจะพูดได้เต็มปากว่า “น้ำมันเหรอ? ผมมีอยู่ เต็มหลังบ้านเลย ไปเก็บเอาเองเถอะ”

 


 

29 พย. 2552 14.00 น.


วันนี้ได้ดูรายการ”ชุมชนต้นแบบ” จากทีวีThaipbs ไปถ่ายทำเรื่องสบู่ดำ จากชุมชนที่ตำบลหมูศรี อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี ได้ทำการพัฒนาสบู่ดำมาใช้งานแล้ว ตามแนวทางที่ผมเสนอแนะไว้ ได้ผลดีมาก ผู้เกี่ยวข้องได้พูดชัดเจนว่าในปัจจุบัน แนวทางนี้จะช่วยเกษตรกรได้ทันที การผลิตแบบอุตสาหกรรมนั้นต้องรอไปก่อน

ท่านที่สนใจจะเข้าไปดูรายการย้อนหลังได้ที่ http://www.thaipbs.or.th/ หรือท่านจะขับรถไปดูของจริงได้ ไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก แค่ชั่วโมงกว่าๆเท่านั้น

ท่านที่สงสัยไปดูของจริงได้เลย ไม่ต้องเถียงกัน ถ้าเห็นดีแล้วรีบปลูกกันเลยครับ อย่าไว้ใจแขกอาหรับ มันจะกลับมาปั้นราคาน้ำมันอีกเมื่อไรไม่รู้

 

11 มกราคม 2553

 

วันนี้ผมเข้าไปเจอ เว็ปของMTEC ได้ทำเครื่องหีบน้ำมันตั้งแต่ขนาดเล็กเหมาะสำหรับใช่ในครัวเรือน ไปจนถึงเครื่องที่มีขนาดใหญ่ขึ้นใช้กันได้ทั้งหมู่บ้าน รวมทั้งMTECได้เข้าไปร่วมพัฒนาน้ำมันสบู่ดำในแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงกับหมู่บ้านในภาคเหนืออีกแห่งหนึ่งแล้ว  สิ่งนี้ทำให้ผมดีใจที่มีผู้พิสูจน์แนวคิดของผมว่าเป็นความจิงที่เป็นไปได้ ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ลองเข้าไปดูกันได้ที่ http://www.mtec.or.th/index.php?option=com_content&task=view&id=388&itemid=165

ช่วยกันเผยแพร่เรื่องนี้กันมากๆหน่อยนะครับ เพราะวันนี้ราคาน้ำมันกระโดดไปเกินกว่า $83 ต่อบาเรลล์แล้ว อย่านอนใจครับเดี๋ยวมันจะช้าไป ไม่ทันกับราคาน้ำมันที่จะวิ่งต่อไปอย่างชุดไม่อยู่อีกแล้ว

26 มกราคม 2554

ฟังข่าวเรื่องราคาน้ำมันแล้วหนักใจจริงๆ  ส่วนเรื่องน้ำมันสบู่ดำของไทยก็ยังไม่ขยับไปทางไหน ผมขอเตือนท่านทั้งหลายว่า อย่าไปรอรัฐบาลเลยครับ เราต้องช่วยตัวเราเอง นักการเมืองประเดี๋ยวก็ไป ประเดี๋ยวก็มา ส่วนข้าราชการก็เช้าชามเย็นชาม เวลาส่วนใหญ่ก๊วิ่งเต้นเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก วิ่งเรื่องตำแหน่งบ้าง ชะเลียเจ้านายบ้าง หาผลประโยชน์บ้าง พอราคาน้ำมันขึ้นมาชาวบ้านก็รับกรรมกันไป ผมอยากจะเร่งให้ท่านทั้งหลายรีบช่วยกันคนละไมะคนละมือก่อนที่จะสายเกินไป


7 responses to “สบู่ดำ-มาช่วยกันทำให้เกิด

  1. สุดยอดค่ะ

  2. พยายามด้วยคนครับ

  3. ขอขอบคุณ คุณหนุ่มมากที่ช่วยผลักดันน้ำมันสบู่ดำให้เกิด ตอนนี้น้ำมันก็ขึ้นไปกว่าลิตรละ ๔๐ บาทแล้ว ใจเย็นกันไม่ได้แล้วละครับ นอกจากนั้นยังมีฝรั่งออกมาบอกว่าไม่เกินเดือนกันยายนนี้ น้ำมันจะวิ่งขึ้นไปถึง US$ 150 ต่อบาเริลล์ ยิ่งต้องรีบกันแล้วละครับ ต้นสบู่ดำนั้นปลูกวันนี้กว่าจะมีผลผลิต ก็อีก ๙-๑๒ เดือนข้างหน้า แต่อย่าไปทำในพื้นที่ซึ่งสามารถผลิตพืชอย่างอื่นได้ดีอยู่แล้ว มันไม่คุ้ม แต่ให้รีบปลูกกันตามขอบรั้ว ตามคันนา ตามไหล่ถนน ทำในรูปแบบเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำริห ไว้เหลือเป็นน้ำมันแล้วค่อยขาย แต่ต้องรีบแก้ปัญหาในเรื่อง เครื่องหีบน้ำมันสบู่ดำ จะเอาวิธีไหนก็รีบๆตกลงกันเข้านะครับ ถ้าปลูกกันตอนนี้ผลผลิตคงจะออกมาตอนน้ำมันราคาลิตรละ ๗๐-๘๐ บาทนั่นแหละ
    หวังว่ากล้าสบู่ดำคงไม่วิ่งไปเป็นต้นละ ๑๐๐ ด้วยนะ ไม่ต้องกลัวครับ รีบไปซื้อเมล็ดสบู่ดำมาเพาะเองก็ได้ ไม่ยากเย็นอะไร อย่าไปรอรัฐบาลมาแก้ปัญหาให้ท่าน พวกเค้าเองก็ไม่รู้ว่าจะเอาตัวรอดหรือเปล่า? ถ้าเกิดคนแก่อ้าประกาศยุบสภามาละก็สนุกแน่ครับ

  4. เรียนท่านผู้อ่านทุกท่าน,
    ขณะนี้มีข่าวว่าน้ำมันจากอาหรับมีราคาลดลงมาเรื่อยๆเหลือแค่ร้อยสิบกว่าเหรียญต่อบาเลิร์แล้ว หลายๆท่านดีใจกันใหญ่ แต่ผมไม่ได้ดีใจเลย เพราะมองเห็นว่าอาหรับเอามุกเก่ามาใช้อีกแล้ว ครั้งแรกเมื่อหลายสิบปีมาแล้วที่เกิดปัญหาอาหรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งใหญ่ตอนที่เกิดโอเป็คใหม่ๆ พอประเทศผู้ใช้น้ำมันเริ่มตื่นตัวหันมาพัฒนาหาพลังงานทดแทนกันมากขึ้น อาหรับก็ลดราคาน้ำมันลงบ้างเล็กน้อยพอให้คนหยุดพัฒนาพลังงานทดแทน เพราะว่าไม่คุ้มทุน ( ตอนนั้นราคาอยู่ประมาณ ๓๐-๔๐ เหรียญต่อบาเลิร์ ) พอคนหยุดพัฒนาไปสักประมาณเกือบสิบปี อาหรับหันมาขึ้นราคากันอีกครั้ง พอขึ้นไปที่ประมาณ ๘๐ เหรียญ คนก็ออกมาพัฒนาพลังงานทดแทนกันใหม่ อาหรับก็ลดราคาลงมาอยู่ที่ประมาณ ๖๐ เหรียญ แล้วก็เล่นเอาเถิดเจ้าล่อขึ้นๆลงๆอยู่แถวๆ ๖๐-๘๐ เหรียญมาตลอด ตอนนี้ก็เล่นวิธีเดิม แต่ผมคาดเดาว่า อาหรับคงจะรักษาระดับราคาให้อยู่แถวๆ ๑๐๐-๑๑๐ เหรียญ เพื่อให้คนหยุดลงทุน หรือลังเลที่จะลงทุน ในการพัฒนาพลังงานทดแทน
    ผมอยากจะเตือนทุกท่านว่าอย่าดีใจ เพราะมันเป็นแค่การพักครึ่งเวลา ให้ท่านได้หายใจก่อนที่อาหรับมันจะกลับมาดูดเลือดท่านใหม่ ครั้งต่อไปท่านอาจจะต้องแห้งตายก็ได้เพราะถูกดูดเลือดหมดตัว ดังนั้นขอให้ทุกท่านอย่าได้หลงกลอาหรับเจ้าเลห์ ขอให้ท่านเดินหน้าต่อไป หากปลูกต้นสบู่ดำตามแนวทางที่ผมว่าแล้ว ราคาน้ำมันไม่สูงขึ้นก็ปล่อยมันไว้อย่างนั้น ให้เทวดาท่านเลี้ยงไปเรื่อยๆก่อน หรือจะสอนให้ลูกหลานเก็บเมล็ดมาเพาะ ขายต้นพันธุ์ ต้นละ ๒-๓ บาทเป็นค่าขนมไปโรงเรียนไปเรื่อยๆ เมื่อไรอาหรับหันมาขึ้นราคาใหม่เราก็พร้อมที่จะเก็บเมล็ดมาใช้เอง ผมรับรองว่าอีกไม่กี่ปีในอนาคตอันใกล้นี้อาหรับต้องหันมาขึ้นราคาอีกแน่นอน ครั้งต่อไปมันคงไม่หยุดที่ ๑๔๐ – ๑๕๐ เหรียญแน่ๆ ถ้าเราเตรียมพร้อมไว้แล้ว เราก็จะรับมือมันได้ ขอเตือนว่าอย่าหลงกลมันเป็นอันขาด มีรุ่นพี่ๆเคยสอนผมไว้ว่า “ถ้าเราเสียรู้คนครั้งแรกถูกมันหลอก เขาเรียกว่าเรารู้เท่าไม่ถึงการ แต่ถ้าเรายังเสียรู้และถูกหลอกแบบเดิมอยู่อีก ทีนี้ เขาเรียกว่า เราโง่ “
    จากผู้เขียน

  5. นักวิชาเกินจริงซะด้วย ผมนี่ผู้ปลูกตัวจริงเสียงจริง ไม่ได้หลอก ไม่ได้โม้ ไม่ใช่นักวิชาเกินเป็นแค่คนอยากลองของ

    7เดือนมันก็ออกลูกแล้ว ปลูกเมื่อ พ.ค.52 ตอนนี้ ธ.ค.52 เก็บผลผิตได้แล้ว ไหงบอกออกลูกปีละครั้งไง เคยไปดูงานกลุ่มใหญ่ที่เขาปลูกสบู่ดำจริง เก็บผลผลิตได้ ปีละ16ครั้ง ต้นละ 1 ก.กเมล็ด ก็ให้ผลผลิตมากมายจนคุ้มค่าจ้างเก็บและค่าไฟ Happyกันถ้วนหน้า

    หีบเสร๊จแล้ว เหลือทั้งกาก เหลือทั้งเปลือก ทำปุ๋ยทำพลังงาน( เผาแทนถ่าน) อ้าวแล้วนี่คิดเป็นเงินที่ประหยัดเท่าไรทำไมไม่บอกละ เคยดูงานวิจัยของเยอมันมั๊ย เขามีตัวเลขกากสบู่ดำให้ค่าความร้อนสูงกว่า ถ่านลิกไนซ์ 2 เท่า โอ้แม่เจ้าไม่เห็นนักวิชาการบอกเลย เห็นบอกแต่ข้อเสีย
    น้ำมันดิบสบู่ดำ เมื่อญี่ปุ่นนำไปแปรรูปเป็นน้ำมันเครื่องรถยนต์ แหมราคามันสูงขึ้น 5 เท่าเลย ทำไมไม่มีใครบอกอีกละเนี่ย
    ถ้าจะแปรรูปทำน้ำมันไบโอเติมรถยนต์ เพิ่มต้นทุนค่าสารเคมีเขย่าได้เองเลย แค่+ลิตรละ5บาท มันจะแพงกว่าดีเซลเท่าไหร่ อยากมากก็ 1-2 บาท ช่วยชาติน้อยกว่านี้ได้ยังไง เสียเลือดยังเสียได้ทำเพื่อชาติทำเพื่อโลกที่มันร้อนขึ้นทุกวัน จะไม่ได้เชียวหรือ

  6. ตอนนี้มี บ.ที่ช่วยในการลงทุน เพาะปลูกต้นสบู่ดำ โดยที่เกษตรกรไม่ต้องลงทุนเอง ลงแรงอย่างเดียว ดีมากทีเดียว เพราะเราเป็นคนหนึ่งที่ได้รายได้มาจากสบู่ดำเลยอยากมาบอกต่อ หรือ
    สนใจก็ติดต่อที่ บ.westec bioenergy ได้นะ

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s