เยื้องปี้-บาหลี ๓ ช่วงเวลาอันมหัศจรรย์


สวัสดีกับท่านผู้อ่านทุกท่าน ผมผ่าน๒๔ ชั่วโมงอันมหัศจรรย์มาได้ด้วยดี ไม่มีบาดแผลฟกช้ำ ดำเขียวหรือ แข้งขาหักแต่ประการใด และพร้อมที่จะเล่าประสพการณ์ใน ๒๔-๓๐ ชั่วโมงที่ผ่านมาให้ ท่านฟัง

หลังจากสนุกสนานมาหลายวันโดยการเป็นผู้ดูตลอดมาคราวนี้ผมต้องเป็นผู้ร่วมแสดงด้วยในฐานะที่มาอยู่ บนเกาะนี้ เริ่มจากพวกที่แห่บวกกับการเชิดหุ่นไปที่วัดแล้วทำการเผาไปเรียบร้อยตอนนี้ก็บ้าน ใครบ้านมันละครับ ต้องรีบกลับบ้านของตน เพราะชาวบาหลีมีความเชื่อที่สืบทอดมานมนานว่าเมื่อทำ พิธีล่อหลอกเอาความชั่วและปีศาจ ทั้งหลายมาอยู่ในหุ่นและเผาทิ้งไปแล้ว เราต้องแกล้งทำให้เกาะนี้ กลายเป็นเกาะร้างให้ได้อย่างน้อยก็สัก ๒๔ ชั่วโมง เพราะความชั่วและปีศาจที่ไม่โดนเผาตายจะต้องหา ทางกลับบ้านไปที่เดิม แต่เมื่อเราทำให้เกาะนี้เป็นเกาะร้าง ไม่มี ผู้คนอยู่เสียแล้ว ปีศาจร้ายเหล่านี้ก็ต้องไปหาเกาะอื่นที่มีผู้คนอยู่แทน

ทีนี้จะทำให้เกาะนี้กลายเป็นเกาะร้างก็มีวิธีการดังนี้ ตั้งแต่หกโมงเช้าของวันที่ ๗ มีค. ห้ามผู้คน ทั้งหมดในเกาะ บาหลี ก็ประมาณสามล้านกว่าคนออกจากบ้านโดยเด็ดขาด ห้ามเปิดประตูรั่วออกมาเดินตามถนน ถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่ควร ออกมาจากตัวบ้านมาเดินในบริเวณบ้านด้วย ห้ามเปิดวิทยุ ทีวี เครื่อง เสียง ห้ามส่งเสียงดัง ห้ามเปิดไฟทั้งหมด ห้ามจุด ไฟทำกับข้าว ห้ามจุดเทียน ห้ามเรือบินบินมาที่เกาะ ปิดสนามบิน ร้านรวงทุกแห่งต้องปิดหมด ไม่ว่าจะเป็น 7-11 หรือร้านสดวกซื้อต่างๆ

ท่านพอจะมองเห็นสภาพเกาะที่กำลังสนุกสนานรื่นเริงอยู่เมื่อไม่นานกลายเป็นเหมือนเกาะร้างไปในทันท ี ทันใด ทุกคนเมื่อกลับถึงบ้านก็รีบอาบน้ำอาบท่า ก่อนที่จะเข้านอนในคืนวันที่ ๖ มีค. ผมมาเช่าบ้านอยู่ที่นี่ก็ต้อง ตรวจตราฟืนไฟในบ้านให้เรียบร้อย ไฟหน้าประตู ไฟที่รั้วบ้าน ไฟดวงไหนที่เคย เปิดทิ้งไว้ทั้งคืนก็ต้องปิดให้เรียบ ร้อย เพราะถ้าคุณบังเอิญตื่นสายกว่าหกโมงเช้า(ซึ่งมีความเป็นไปได้ สูงมากเนื่องจากลุยกันมาเกือบค่อนคืน) ละก็มีปัญหาแน่ๆ

เช้าวันที่๗มีค. ผมตื่นขึ้นมาใกล้ๆเก้าโมงเช้า ก็ได้พบกับความแปลกอย่างแรก คือความเงียบ มันเงียบจริงๆ ไม่มีเสียงรถมอเตอร์ไซค์ที่มากยิ่งกว่ายุง ไม่มีเสียงรถยนตร์ ไม่มีเสียงเพลงจากวิทยุ ทีวีจากข้างบ้าน ไม่มีเสียงคน จากข้างๆบ้าน ไม่มีแม้กระทั่งเสียงหมาเห่า (ประหลาดมาก) มีแต่เสียงนกร้องที่ไม่เคยใส่ใจฟังตลอดมา มาวันนี้เราได้ ยินเสียงนกร้องที่เพราะพริ้งตลอดทั้งวัน

หลังจากแปลกใจกับการเปลี่ยนแปลงแล้ว ผมก็เริ่มลงมือจัดการกับอาหารเช้า หันไปคว้ากาน้ำเตรียมต้มน้ำ ชงกาแฟนึกขึ้นได้ว่าเค้าห้ามจุดไฟ พอดีเตาที่บ้านใช้แก๊ส อ้า! ไม่เป็นไรเค้าไม่ได้ตัดไฟฟ้าไมโคร์เวปเรายังมี ผมจัดการ เอาน้ำใส่ถ้วยกาแฟแล้วต้มด้วยไมโครเวป โอเค. ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใดในใจคิดว่าไม่ยาก เล่นไม่ยาก คว้าอาหารจาก ตู้เย็นที่วางแผนทำไว้ตั้งแต่ก่อนออกไปดูเค้าแห่โอโก้-โอโก้ ออกมาอุ่นด้วยไมโครเวป เรียบร้อยครับอาหารเช้าผ่านไป โดยง่ายได้

ตอนนี้ก็มานั่งวางแผนว่าคืนนี้เราจะอยู่ได้อย่างไรโดยไม่มีแสงไฟ เทียนก็จุดไม่ได้ กลางคืน จะอาบน้ำอย่างไร เดินไปมาในบ้านจะทำอย่างไร จะปิดม่านแล้วแอบเปิดไฟ ม่านคงบังแสงไม่มิด คน ข้างบ้านเคยบอกว่าจะมี ตำรวจ ของศาสนาออกตรวจ ถ้าเจอใครทำผิดจะถูกปรับเป็นเงินหลายแสนรูปี ว่าแล้วก็วางแผนการ เอากระดาษ หนังสือ พิมพ ์มาปิดบนหน้าต่างกระจกไปทั่วทั้งบ้าน โดยเฉพาะในห้อง น้ำ เพราะกะว่าคงต้องเปิดไฟอาบน้ำแน่ๆอย่างน้อยๆ ต้องแอบใช้ไฟฉาย ฉายดูโน่นดูนี้บ้าง เฮ้อ! กว่า ทุกอย่างจะเรียบร้อยก็เลยเวลาอาหารเที่ยงไปแล้ว แม่บ้านก็จัดการ หุ้งข้าวด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้าไว้เรียบ ร้อยแล้ว อาหารก็อุ่นด้วยไมโครเวปตามเคย สบาย สบาย ผ่านไปแล้วกว่าครึ่งวัน

พอตกบ่าย ผมออกไปเดินในบริเวณบ้าน ชมดอกไม้ ต้นไม้ นั่งดูนกไปเรื่อยๆ นั่งนึกว่าการที่เราได้อยู่กับ ธรรมชาติเงียบๆ ตัดขาดจากความวุ่นวายจากโลกภายนอก ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องเร่งรีบ ได้มี เวลาอยู่กับตัวเอง ก็เป็นความรู้สึกสบายไปอีกอย่าง ชาวบาหลีนี่เค้าช่างเข้าใจคิดดีจริงๆ นั่งอยู่เพลินๆก็เลยพักสายตางีบหลับไป พักใหญ่ มารู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกทีเพิ่งบ่ายสามโมงเท่านั้นเอง แปลกมากที่เวลามันผ่านไปเชื่องช้ามาก ผิดกับเวลา ที่ต้องไปทำงาน เผลอแว๊บเดียวสี่ห้าโมงเย็นเข้าไปแล้ว

bird.jpg

นึกขึ้นได้ว่าในBlog วันนี้จะหารูปอะไรมาให้ท่านทั้งหลายได้ดูกันดี จะออกไปถ่ายรูปถนนอันว่างเปล่ามา ให้ดู ก็ไม่กล้าออกจากบ้านเลยคว้าเอากล้องมาถ่ายรูปดอกไม้กับรูปนกกินปลาที่ชอบแอบมา กินปลาในบ่อหลังบ้าน มาให้ดูกันแก้เหงาไปพลางๆก่อน

flower.jpg

ตอนนี้ก็ใกล้เวลาค่ำเข้ามาแล้วคงจะต้องเตรียมการอยู่กับความมืดและความเงียบสนิทกันได้แล้ว ตามแผน เรากะกันว่าจะกินข้าวตอนประมาณหกโมงเย็น เพื่อจะได้กินกันเสร็จและมีเวลาล้างถ้วยล้างชามก่อน ที่พระอาทิตย์ จะตกดิน(ความจริงตกทะเล) หน้านี้พระอาทิตย์จะตกประมาณหกโมงสี่สิบห้านาที อาหารทั้ง หมดเป็นอาหารที่ทำ เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวานทั้งสิ้น และก็มีไมโครเวปเป็นพระเอก อย่างเดิม สงสัยว่าสมัยที่ไม่มี ไมโครเวปเขาจะอยู่กัน อย่างไร

พอกินข้าวเสร็จอากาศเริ่มมืดลง ผมออกมาเดินสำรวจรอบๆบ้านและแอบดูเพื่อนบ้านว่าเขาจะ ทำอย่างไรบ้าง ปรากฎว่าทุกบ้านปิดม่านมิดชิดมีแต่ความมืด ผมรีบกลับเข้าบ้านปิดหน้าต่างทุกบาน รูดม่านปิดหมด และทดลองแอบ จุดเทียนหนึ่งเล่มตั้งไว้ในบ้าน และออกไปดูจากสนามหน้าบ้านใหม่อีก ครั้ง ปรากฎว่าขนาดแสงเทียนเล่ม เดียว เท่านั้นยังมีแสงรอดออกมาได้ผ่านช่องลมเหนือม่าน ต้องรีบกลับ เข้าบ้านระดมเอากระดาษหนังสือพิมพ์ปิดตาม ช่องลมอย่างรีบด่วนก่อนที่จะมืดสนิท เที่ยวนี้ได้ผลครับไม่มีแสงเทียนรอดออกมาให้เห็นแล้ว ผมกลับเข้าบ้านอย่าง สบายใจว่าคืนนี้เราคงแอบจุดเทียนได้ทั้งคืน และถ้าจังหวะดีๆอาจจะแอบเปิดดีวีดีดูหนังสักเรื่อง อาจจะ เปิดเสียง เบาๆเมื่อปิดหน้าต่างหมดทั้งบ้าน และเปิดแอร์เสียงคงจะไม่รอดออกไปแน่

เพื่อความไม่ประมาท ในราวทุ่มครึ่งผมออกไปสำรวจรอบๆบ้านอีกครั้ง มันประหลาดมากครับ เมืองทั้งเมือง เกาะทั้งเกาะมันมืดสนิทไม่มีแสงให้เห็นเลย ตามปกติเวลาที่อยู่เมืองไทยบางครั้งมีไฟฟ้า ดับในแถบบ้านที่เราอยู่ มันมืดก็จริงแต่เรายังเห็นแสงสว่างเรืองบนท้องฟ้าของบริเวณที่ไฟไม่ดับ ซึ่งส่งผลให้บริเวณที่เราอยู่ยังมีแสง สว่างบ้าง แต่ที่นี่มันมืดไปหมดทุกทิศทุกทาง ไฟถนนตามเสาไฟฟ้าทุกดวงปิดหมด ขนาดผมยกมือขึ้นมาดูตรงหน้ายัง มองไม่เห็นเส้นรายมือ พอมองกลับมาที่ตัวบ้านที่อยู่ตกใจหมดแรงไปเลย เพราะว่าที่ทดลองเมื่อตอนโพล้เพ่ลหลัง จากปิดหนังสือพิมพ์เพิ่มเติมแล้วว่าไม่มีแสงไฟลอดออกมาแล้วนั้น ตอนนี้ห้องที่มีเทียนจุดกลับกลาย เปน็โคมกระดาษ อันใหญ่ไปแล้ว ไม่มีแสงลอดออกมาตามช่องตามรูต่างๆ ก็จริง แต่กลายเป็นว่าตรงไหนที่มีม่านและกระดาษ หนังสือ พิมพ์ปิด ก็กลายเป็นช่องเรืองแสง ถึงแม้ว่าจะไม่สว่างมาก แต่ในท่ามกลางความมืดโดยรอบทำให้เห็นได้ว่าภายใน บ้านนี้มีการจุดไฟ โดยเฉพาะเงาของวงกบหน้าต่าง นั้นตัดกับแสงที่ส่องผ่านกระดาษชัดเจนมาก ผมเพิ่งเข้าใจว่า แสงสว่างเพียงแค่เทียนเล่มเดียว มันช่างสว่าง ยิ่งนักในท่ามกลางความมืดตึดตื้อ ผมต้องรีบกลับเข้าบ้านมาดับเทียน ตอนนี้ภายในบ้านก็เลยมืดสนิทยิ่งกว่าอยู่ในถ้ำเสียอีก จะแก้ไขอะไรก็ ไม่ทันแล้ว เลยตัดสินใจอพยพโดยรีบด่วน เข้าไปอยู่ในห้องนอนที่มีหน้าต่างไม่มากนัก จัดการเอาถุงสำหรับใส่ขยะ สีดำมาปิดทับกระดาษหนังสือพิมพ์อีก ชั้นหนึ่งจึงจะได้ผล โดยอาศัยแสงไฟฉาย พวกเราก็ช่วยกันจัดการเรียบร้อยได ้ภายในเวลาไม่กี่นาที เป็นอันว่าที่กะ จะนั่งดูดีวีดีให้สบายๆสักเรื่องก็ หมดไป แต่ก็ยังไม่หมดความพยายามครับ ผมลอง เอาโน๊ตบุ๊คที่มีความสว่างน้อยกว่า ทีวีลองมาเปิดดูภายในห้องนอน ปรากฎว่าไม่มีความสว่างรอดออกมา คืนนั้นทุกคน ก็มารวมกันดูหนังจากโน๊ตบุค แก้ขัดไปอีกคืน พอหนังจบเราก็ระดมกันเอาถุงขยะสีดำปิดตามหน้าต่างในห้องน้ำ อีกครั้ง ตอนนี้เราก็ สามารถอาบ น้ำท่ามกลางแสงสว่างตามปกติได้

ก่อนเข้านอน ผมออกมาเดินรอบๆบ้านอีกครั้งเพื่อเก็บประสพการณ์ในคืนอันมืดมิดนี้ไว้ และชักจะแน่ใจว่า ปีศาจร้ายทั้งหลายคงจะคิดว่าเกาะนี้เป็นเกาะร้างไม่มีผู้คนอยู่อีกต่อไปแล้ว และคงจะวิ่งไปที่เกาะอื่นๆที่มีผู้คน อยู่เพื่อ ฝังความชั่วร้ายไว้กับผู้คนที่นั่น ชาวบาหลีภูมิใจและเชื่อมั่นในประเพณี นี้มาก พวกเขาบอกว่า “ลองดูสิ ความเลวร้าย ต่างๆที่เกิดขึ้นในประเทศนี้มีแต่เกิดในเกาะอื่นๆทั้งสิ้น ตั้งแต่ซึนามิ แผ่นดินไหว โคลนถล่ม มีคนตายนับหมื่นๆคน แต่ไม่เคยเกิดที่เกาะบาหลีเลย” คุณๆผู้อ่านละครับมีความคิดอย่างไรกับประเพณีขึ้นปีใหม่ของบาหลีบ้าง?

สำหรับผมหรือครับ “ถ้าปีหนึ่งผมมีโอกาศไล่ปีศาจร้ายออกไปจากตัวผมได้สักวันหนึ่งก็ไม่เลว”

2 responses to “เยื้องปี้-บาหลี ๓ ช่วงเวลาอันมหัศจรรย์

  1. น่ามาจัดประเทษไทยค่ะพิธีกรรมนี้ ช่วยไล่ปีศาจหน้าเหลี่ยมและสมุนออกไปทีเถอะ สาธุ…ตอนนี้โครงการหลายโครงการที่ขิงแก่อนุมัติจะพัฒนาประเทศชาติ….โดน freezed หมดแล้ว….เฮ้อออ…..พูดถึงญี่ปุ่นก็มีวันไล่ปิศาจเหมือนกันนะคะ โดยจะมีนใส่หน้ากากปิศาจแล้วสมาชิกในบ้านก็จะปาถั่วใส่ แล้วพูดว่า “ปิศาจ ออกไปๆๆๆ”🙂

  2. ขวัญว่าดีมากเลยค่ะ เป็นพิธีที่น่าสนใจมากๆ อย่างน้อยก็ช่วยให้เราได้หยุดพักตัวเอง พิจารณาตัวเอง อย่างนี้ปีละ 1 วัน ดีจังค่ะ

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s