สิบงานทำเงิน สำหรับคนไทยในอนาคต
วันนี้คงไม่ได้พาท่านไปเที่ยวไหนกันอีกแล้ว เพราะมีเรื่องที่จะต้องหาคำตอบให้เพื่อนๆที่มีเรื่องกลุ้มใจหารือกันมาหลายราย ผมอยู่ที่นี่ได้รับอีเมลล์จากเพื่อนๆ หารือมาอยู่เรื่อย ว่าลูกๆจบปริญญาตรีกันมาแล้วหางานทำไม่ได้ จะไปทำอะไรดี? ผมฟังแล้วก็อดกลุ้มแทนพรรคพวกไม่ได้ ผมว่าท่านผู้อ่านหลายๆท่านก็คงมีความกลุ้มใจทำนองนี้เช่นกัน สมัยลูกผมจบมาใหม่ๆผมก็กลุ้มอยู่เหมือนกัน ไอ้ลูกคนโตผมเค้าไม่เกี่ยงงาน งานอะไรเค้าก็เอาไว้ก่อน พอทำไปแล้วเจอช่องทางที่ดีกว่าเค้าก็เปลี่ยนใหม่ ทำอย่างนี้อยู่สองสามครั้ง ปัจจุบันเค้าออกมาทำธุระกิจส่วนตัว เปิดบริษัทรับจ้างทำเว็ปไซด์มีลูกค้าทั่วโลกเนื่องจากสมัยนี้โลกมันไร้พรหมแดน พออยู่ได้สบายๆตามสภาพเศรษฐกิจโลก ไอ้ลูกคนที่สอง จบมาแล้วหางานอะไรทำไม่ได้อยู่หลายเดือน ในที่สุดต้องไปทำงานที่ต่ำกว่าวุฒิอยู่หนึ่งปี ขึ้นปีที่สองได้งานใหม่ไปเป็นโฟรแมนคุมก่อสร้างทั้งๆที่ไม่ตรงกับที่เรียนมาเลย ปีที่สามจึงเปลี่ยน งานใหม่ค่อยตรงกับสายงานที่เรียนมา พอสบายหน่อย
ผมมานั่งเปรียบเทียบตอนตัวผมเองเข้าเรียนปริญญาตรีประมาณสี่สิบกว่าปีมาแล้ว สมัยนั้นเราจะมองดูก่อนที่จะเรียนว่าจบมาแล้วจะมีงานอะไรทำ จะทำงานราชการ หรือ เอกชน (สมัยนั้นแทบจะไม่มีใครคิดออกมาทำธุระกิจเอง) วิชาชีพด้านไหนยังขาดแคลน เอาสายงานที่เมื่อเรียนจบแล้ว ไม่ต้องออกไปเดินหางาน จบปุ๊บได้งานปั๊บ ถึงแม้ว่างานราชการขณะนั้น เงินเดือนน้อยแสนน้อยก็ตาม ผมจบปริญญาโทเริ่มทำงานราชการ เงินเดือนๆแรก ๑,๑๐๐.- บาทต่อเดือน
หลังจากผมจบปริญญาโทแล้วไม่กี่ปีค่านิยมมันก็เปลี่ยนไป เด็กๆสมัยต่อมาไม่ชอบทำงานราชการแล้ว แต่นิยมทำงานเอกชน ทำงานธนาคาร ทำงานบริษัทฝรั่ง ต่อมาตอนก่อนลูกๆ ผมจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยไม่กี่ปีค่านิยมก็เปลี่ยนไปอีก เด็กๆวางแผนที่จะออกมาทำธุระกิจส่วนตัวเมื่อเรียนจบมาแล้ว
ผมมานั่งคิดดูว่าจากสมัยนี้ต่อไปอีกสิบปีคนไทยจะไปทำอะไรกันดีถึงจะไม่ตกงาน ร่ำรวยเป็นเศรษฐี เพื่อที่จะแนะนำให้บรรดาลูกๆของพรรคพวกไปทำกัน
นี่คือวิถีชีวิตที่มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและทางสังคม แต่ในมหาวิทยาลัยการเรียนการสอนก็ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับ สภาพของตลาด แรงงานได้ทัน ผมขอพูดตรงไปตรงมา ไม่รู้จะออ้มค้อมไปอีกทำไม เพราะอีกไม่กี่ปีผมก็คงจะตายไปจากโลกนี้แล้ว ไม่มีเวลาที่จะออ้มค้อมอ้ำอึ่งอีกแล้ว ใครจะเกลียดผม ใครจะด่าผมก็ไม่เป็นไร รีบด่าๆซะก่อนที่ผมจะตายไปเป็นผี เพราะถ้าผมตายไปเป็นผีแล้วยังด่าผมอยู่อีก ผมจะมาหลอกหลอนให้คนที่ด่าผมให้จับไข้หัวโกร๋นเป็นการแก้แค้น ผมเคยคิดอยากจะแนะนำให้เพื่อนๆ ที่ส่งอีเมลล์มา ว่าลูกๆที่ไม่มีงานทำนั้นให้หันมาทำธุระกิจส่วนตัว แต่ไม่กล้า กลัวมันเจ๊งหมดตัว ที่ไม่กล้าแนะนำอย่างนั้นเพราะในมหาวิทยาลัยไหนๆ ก็ไม่เคยมีการสอนให้เด็กรู้จักหาเงิน ไม่มีหลักสูตรไหนสอนให้เป็นเถ้าแก่ ไม่มีการสอนให้ทำธุระกิจส่วนตัว สอนแต่ให้เป็นลูกจ้างเขา เท่าที่เห็นว่าพอจะกล้อมแกล้มเอามาใช้ได้บ้าง ก็มีที่คณะพาณิชย์ศาสตร์ หรือคณะ บริหารธุระกิจของบางมหาวิทยาลัย ที่มีการจัดทำโครงการบริษัทจำลอง แล้วให้นักศึกษาแต่ละคนสวมบทบาทเจ้าหน้าที่ตำแหน่งต่างๆในบริษัทจำลอง เด็กที่จะได้รู้รสชาติของการทำธุระกิจส่วนตัว ไปบ้างก็คือ คนที่สวมบทบาทกรรมการผู้จัดการบริษัท กับพวกที่รับงานแผนกขายนั่นแหละ ส่วนเด็กอื่นๆที่สวมบทบาทอื่นๆก็ได้รสชาติ ของการเป็นลูกจ้างเค้าตามเคย แต่ก็เป็นที่น่าเสียดาย ที่โครงการบริษัทจำลองที่ดีๆแบบนี้มีระยะเวลาสั้นๆนิดเดียว นักเรียนได้อะไรไปน้อยมาก
อีกวิชาที่ดีมากๆและจำเป็นมากๆสำหรับการไปทำธุระกิจส่วนตัวคือ การทำแผนธุระกิจ แต่มักจะมีการสอนกันแค่สามชั่วโมงโดยไปฝากไว้กับวิชาอะไรสักอย่างเท่าที่จะหาที่ฝากได้ วิชานี้แหละครับที่จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้นักศึกษารู้จักคิดในการจะมาทำธุระกิจส่วนตัว กลับสอนกันแค่สามชั่วโมงในมหาวิทยาลัย ผมถึงได้บอกว่ามหาวิทยาลัยก็ไม่ค่อยปรับตัวเอง ในการสอน ให้ตรงกับความต้องการของตลาด ผมเคยคุยกับอาจารย์หลายท่านในมหาวิทยาลัยมาแล้ว มีบางท่านที่มีใจกว้างก็ยอมรับ พร้อมทั้งบอกว่า “พี่ผมเห็นด้วย แต่มหาวิทยาลัยก็มีปัญหา เพราะอาจารย์ส่วนใหญ่หรือแทบทั้งหมดไม่มีใครเคยเป็นเถ้าแก่มาก่อน ก็เลยไม่รู้รสชาติของการเป็นเถ้าแก่ แล้วจะไปสอนเด็กให้เป็นเถ้าแก่ก็ลำบาก เพราะจะให้อาจารย์ไปคิดแบบเถ้าแก่ มันก็ไม่ถนัด”
ท่านอาจจะสงสัยว่าสอนกันแค่นั้นทำไมเด็กไทยจึงไปชนะการประกวดในต่างประเทศ ที่โน่นที่นี่กันมาเยอะแยะ วิธีการก็คือให้เด็กไปทำแผนธุระกิจมาเสนอก่อน พอเอามาคัดดู เห็นเด็กกลุ่มไหนมีหน่วยก้านดี ก็เอามาติวเข้มโดยเชิญเจ้าพ่อในวงการธุระกิจมาช่วยแก้ไขปรับปรุงแผนจนดีแล้ว จึงส่งไปประกวดในต่างประเทศ
คนนี้แหละครับนักกอลฟ์มือหนึ่งของเมืองไทย ถาวร วิรัตน์จันทร์ เพิ่งได้แชมป์รายการใหญ่มาสดๆงานนี้รับรางวัลไปคนเดียวแค่ ๑.๕ ล้านบาทเท่านั้น จำหน้าเค้าไว้ให้ดีนะครับ ผมจะเล่าลายละเอียดให้ฟังในตอนหน้า
(รูปจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ)
อาจารย์อีกท่านบอกว่าจะต้องไปสอนวิชาการทำแผนธุระกิจ ยังนึกไม่ออกเลยว่าจะสอนเด็กอย่างไรให้เข้าใจในวิธีการคิด เพราะตัวเองก็ไม่เคยเขียนแผนธุระกิจ เคยแต่อ่านตามตำรา เพราะฉะนั้นจึงตีเรื่อง Business Concept ของธุระกิจที่จะทำไม่ออก นี่แหละครับความยากลำบากของมหาวิทยาลัย จะไปเอาเถ้าแก่มาสอนก็มีน้อยรายที่มีเวลาว่างพอที่จะ เสียสละเวลาที่เป็นเงินเป็นทองมาสอน บางท่านอยากจะมา แต่สอนไม่เป็น พูดไม่เป็น ให้ออกไปยืนพูดให้คนทั้งห้องฟัง ให้ไปตายซะยังง่ายกว่า มันก็เลยเป็นปัญหางูกินหางกันทุกวันนี้
ที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี่เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าในสมัยนี้คงต้องหันมาทำธุระกิจส่วนตัวกันเป็นหลัก แต่ก็ไม่กล้าแนะนำให้ใคร เพราะเด็กๆไม่ได้รับการสอนมาให้คิดแบบเถ้าแก่ แนะนำให้ใครทำก็กลัวเค้าเจ๊งแล้วมาด่าผมเอา เลยมาถือโอกาศตอบไว้ในที่นี้เลยว่า ถ้าอยากจะทำธุระกิจส่วนตัวกันจริงๆ คงต้องไปอบรมเข้าเรียนหลักสูตรต่างๆที่จำเป็นก่อนเริ่ม
ลงมือทำธุระกิจส่วนตัวกับสถาบันต่างๆที่สนับสนุนผู้ประกอบการ SME ที่มีอยู่หลายหน่วยงาน สัก สี่ ห้าหลักสูตรก่อนลงมือทำ และจะให้ดีควรไปเรียนพร้อมกันทั้งพ่อทั้งลูกนั่นแหละ จะได้รู้เท่าๆกัน จะได้หาลือกันได้ว่าจะลงทุนทำอะไรกันดี จะได้ไม่พลาด เสียดายครับ สมัยนี้เงินทองมันหากันลำบาก นอกจากนักการเมืองที่คอยโกงกินชาติเท่านั่นก็พอจะโกยได้สะดวกหน่อย แต่ขอบอกว่าของพวกนี้กรรมมันตามมาเร็วครับ อดีตรัฐมนตรีท่านหนึ่งโกยมาเยอะ ยังไม่ทันจะอายุหกสิบเลยดันติดโรคเอดส์ ทรมานอยู่หลายปีในที่สุดก็ตาย มีคนกระสิบบอกว่า เงินยังกองอยู่เต็ม ห้องใต้ดินเลย ยังใช้ไม่ทัน ไม่รู้ตอนนี้ปลวกกินไปหมดแล้วหรือยัง
สำหรับท่านที่ไม่อยากจะทำธุระกิจส่วนตัวเพราะกลัวความเสี่ยง ก็พยายามถามผมว่าจะทำอะไรดี ผมก็พยายามมองทุกแง่ทุกมุมเอาประสพการณ์เก่าๆที่ผ่านมาตั้งแต่หนุ่ม จนแก่ เอาสถานะการณ์ในปัจจุบันของโลกมาวิเคราะห์ เอาสิ่งที่เห็นจากการเดินทางมาตลอดตั้งแต่อายุสิบเก้า ไปมาเกือบๆจะทั่วทุกแห่งในโลกนี้ ในที่สุดผมสรุปออกมาได้ ว่า ถ้าไม่ทำธุระกิจส่วนตัว เราต้องไปทำงานต่างประเทศกันดีกว่า แต่การไปทำงานต่างประเทศที่ผมจะแนะนำต่อไปนี้ไม่ใช่แบบเมื่อ ยี่สิบ สามสิบปีก่อน ไม่ใช่ว่าแบบ “เวลาไปเสียนา กลับมาเสียเมีย” สมัยนี้การไป ขายแรงงานถูกๆมันหมดสมัยแล้วครับ การไปทำงานต่างประเทศของผมนั้นเดือนละเหยีบแสน บางอาชีพรายได้เป็นล้านๆบาทต่อปี อาชีพต่างๆที่อยากจะ แนะนำ ให้เด็กๆได้ลองคิดทำกันนั้นจะเป็นอาชีพที่ มีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้นมากในอนาคต และมีการพูดถึงกันน้อยมากและพูดกันอยู่ในวงจำกัด ที่สำคัญมีรายได้ดีมากๆ ซึ่งผมได้ สรุปออกมา ทั้งหมดสิบงานที่มีอนาคตดีสำหรับคนไทยมีดังต่อไปนี้ ขอเชิญท่านพิจารณากันเองตามความถนัด และตามข้อจำกัดของแต่ละท่านครับ ก่อนที่ท่านจะวางแผนชีวิตของท่านและของลูกต่อไป
อาชีพที่หนึ่ง – นักบินพาณิชย์
(ต้องขออภัยเป็นอย่างมากที่หมดเวลาสำหรับทำBlogแล้วในวันนี้ คงต้องขอไปต่อรายละเอียดของแต่ละอาชีพในตอนที่สอง อีกสองสามวันข้างหน้า)

3 การตอบรับ so far ↓
จุฑามาศ นาคพันธุ์ // มกราคม 4, 2009 ที่ 3:44 am |
ข้อมูลดีมากค่ะ เห็นด้วยทุกอย่าง ตัวดิฉันเองก็ออกมาทำธุรกิจส่วนตัวเช่นกัน แต่ไม่มีประสบการณ์ก็ลองผิดลองถูกอยู่หลายปี กว่าจะรู้เดียงสาก็เป็นหนี้หัวล้านหมดแล้วค่ะ ดิฉันได้มีโอกาสไปฝึกอบรม NEC เกี่ยวกับการเขียนแผนธุรกิจ การดำเนินกิจการขนาดย่อมของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อาจารย์สอนดีมาก ได้ความรู้ในเรื่องการตลาด และการบริหารในแง่มุมที่ใช้ในปัจจุบันได้จริง เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ในระดับนักศึกษาควรจะได้เรียนรู้การเป็นเจ้าของธุรกิจ เพื่อเป็นทางออกของเด็กรุ่นหลัง
travelandgetrich // มกราคม 4, 2009 ที่ 12:41 pm |
ขอบคุณมากครับที่ส่งความเห็นมา ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ข้อคิดของผมทำประโยชน์ให้ท่านได้
ภกฤษณ์ // ตุลาคม 9, 2009 ที่ 3:42 pm |
ขอบคุณมากครับ สำหรับความคิด ผมอยากรู้ขอ ต่อไปแต่ว่านาน ๆๆจะเล่นคอมสักทีไง กรุณาส่งมาทางเมลล์ทีครับจักขอบคุณอยางมากครับ